ไก่พะโล้

Gai Pa Lo 2

          ไปซื้อเครื่องเทศทำพะโล้เก็บไว้นานละ วันนี้ได้กฤษ์เอาออกมาทำกินซะหน่อย ปรกติไม่ค่อยได้ทำอาหารจำพวกที่มีรสชาติติดหวานเพราะคุณสามีไม่ชอบเอาซะเลย ฉะนั้นพะโล้วันนี้จึงหวานน้อยกว่าพะโล้ที่ไทย ออกเค็มนิดๆ ได้สูตรมาจากพี่ชายตัวเองด้วยแหล่ะ ง่ายมากๆ เลย ไม่ใส่ผงพะโล้ด้วยนะ เพราะคิดใส่แล้วกลิ่นมันแรงไปสำหรับคนที่นี่ และไอ้กลิ่นเจ้าอบเชยในของคาว คนที่นี่เค้าไม่ค่อยนิยมกันสักเท่าไหร่ แต่ก็ทานกันนะ ถือซะว่าทานอาหารแปลกๆ ดูบ้างเนอะ

ส่วนประกอบ สำหรับ 4  ท่าน

  1. สะโพกไก่             3  ชิ้น (น้ำหนักเท่าไหร่ไม่รู้นะ)
  2. น้ำตาลปี๊บ            5   ช้อนโต๊ะ  (พอดีมีน้ำตาลมะพร้าวใช้ 2 ก้อนพอ)
  3. ไข่ไก่                    4   ฟอง
  4. กระเทียม           4-5   กลีบ
  5. รากผักชี                3   ราก (หารากผักชีไม่ได้ใช้ใบแทนละกัน)
  6. ซีอิ๊วขาว            3-4   ช้อนโต๊ะ
  7. อบเชย                   1   ก้าน
  8. กานพลู                10   ดอก
  9. โป๊ยกั้ก                  3   ดอก
  10. พริกไทย         ตามชอบ
  11. ยี่หร่า                     1/4   ช้อนชา
  12. เกลือป่น
  13. ซีอิ๊วดำ                  1   ช้อนโต๊ะ
  14. น้ำเปล่า                 1   ช้อนโต๊ะ

Gai Pa Lo 3

สูตรพะโล้ง่ายๆ ใส่ตามใจฉัน

ขั้นตอนการทำ

  1. จริงๆ จะต้องนำ รากผักชี กระเทียม และพริกไทย โขลกรวมกันแล้วนำไปผัดในน้ำมันพืชให้หอมซะก่อน  แต่เนื่องด้วยที่บ้านไม่มีครกแบบที่ใช้ในไทยแถมไม่มีรากผักชีด้วย จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีกันไป เราก็เริ่มจากนำน้ำตาลใส่หม้อเติมน้ำเปล่าเล็กน้อย เคี่ยวน้ำตาลจนเป็นสีที่เราต้องการ แต่ระวังจะไหม้นะคะ ต้องหมั่นคนซะหน่อยGai Pa Lo 22
  2. พอน้ำตาลได้ที่แล้วก็เอาสะโพกไก่ลงไปผัดให้หนังพอตึงๆ ใส่กระเทียมและใบผักชีสับละเอียดลงไปผัดกับไก่เลยGai Pa Lo 23
  3. พอเห็นว่าไก่เริ่มสุกก็เติมน้ำเปล่าลงไปให้พอท่วมสะโพกไก่ ถ้าดูแล้วสีไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจก็ให้เติมซีอิ้วดำลง เพิ่มสีสันหน่อย ใครจะเติมไข่ต้มลงไปตอนนี้เลยก็ได้นะคะ พอดีส่วนตัวมีเวลาน้อยเลยกะจะใช้หม้ออัดความดัน กะว่าจะใส่ทีหลัง แต่ถ้ามีเวลาต้มพะโล้นานๆ ก็ใส่ลงไปเลยนะ
  4. เติมเครื่องพะโล้ลงไปได้เลย  ใครจะใช้ผ้าขาวบางห่อไว้ก็ได้นะคะ เครื่องพะโล้จะได้ไม่ลอยเกะกะ  เอาหล่ะเนื่องจากเราไม่มีเวลาเคี่ยวนานๆ ใช้เครื่องทุ่นแรงกันหน่อย ตัดสินใจเทพะโล้ของเราลงไปในหม้ออัดความดัน (จริงๆ ถ้าใช้หม้ออัดความดันซะตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องเนอะ ไม่ต้องเทไปเทมา ฮะฮะฮะ) พอเริ่มเดือดก็ปิดฝา ใช้เวลาต้มไปประมาณ 45 นาที Gai Pa Lo 24
  5. ระหว่าที่รอให้สะโพกไก่เปื่อยได้ที่ เราก็หันไปต้มไข่กัน พอสุกก็ปอกเปลือกรอไว้ เราก็ได้เทคนิคการต้มไข่มา คือจะต้องต้มน้ำให้เดือดซะก่อนแล้วค่อยใส่ไข่ลงไป จากนั้นก็จับเวลา 10 นาทีก็เอาออกได้
  6. พอครบ 45 นาที ปล่อยความดันในหม้อออกเปิดฝา จะเห็นว่าสะโพกไก่เปื่อยได้ทีละ เราก็มาใส่ไข่ต้มของเรา ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ พริกไทย ตามใจชอบ แล้วต้มต่อไปอีกประมาณ 10-15 นาที ก็สามารถตักเสิร์ฟได้Gai Pa Lo 25
  7. บางคนอาจใส่เต้าหู้ทอด หรือเห็ดหอมสด อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบนะคะ

Gai Pa Lo 19

ทานคู่กับไข่ต้มธรรมดาก็ได้นะคะ

ตักข้าวสวยใส่จานได้เลยจ้า

Gai Pa Lo 21

เราจะทำออกมารสชาติจะอ่อนกว่าทานที่ไทย

จะค่อนไปทางเค็มมากกว่าหวาน

ใส่อบเชยน้อยกว่าปรกติ เพราะคนที่นี่ติดว่าอบเชยเป็นกลิ่นของของหวาน

หากไม่ใช้หม้ออัดความดันแบบที่เราใช้ก็ตุ๋นไปเรื่อยๆ น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

ทานกัน 2 คนไม่หมด วันรุ่งขึ้นทานใหม่ก็ยังได้ อร่อยเหมือนเดิม

สูตรนี้เป็นสูตรดัดแปลงให้ทำง่าย และให้เข้ากับเครื่องปรุงที่มีจำกัด

ทำไปชิมไปยังงัยก็อร่อยค่า

Categories: อาหารไทย | Tags: , , , , , | Leave a comment

Ristorante Borgo San Jacopo

logo-bsj

mappa Borgo San Jacopo

Borgo San Jacopo 62/R – 50125 Firenze

Telefono: +39.055.281661
E.mail: bsj@lungarnocollection.com

Aperto tutti i giorni
Pranzo: dalle 12.30 alle 15.00
Cena: dalle 19.30 alle 22.00Borgo san jacopo 11

ขอเล่าเหตุการณ์ย้อนหลังไปสัก 2 เดือนนะคะ

เนื่องในวันครบรอบแต่งงานปีที่ 4 สามีเลยพาไปดินเนอร์หรูนอกบ้าน

ชื่อร้าน Ristorante Borgo San Jacopo

เป็นร้านอาหารอยู่กลางเมืองฟลอเรนซ์ ใกล้ๆ กับ Ponte Vecchio

ต้องโทรจองโต๊ะล่วงหน้านะคะ หากอยากนั่งตรงระเบียงด้านนอก

วันนี้คุณสามีโรแมนติก โทรจองตรงระเบียง ซึ่งมีอยู่แค่ 4 โต๊ะ

โต๊ะว่างเวลา 21.00 น. เราก็เลยได้ทานอาหารค่ำกันเวลาดึกกว่าที่ควร

ไม่เป็นไรคืนพิเศษเรารอได้เนอะ

โต๊ะตรงที่มีรูปหัวใจสีชมพู นั่นแหล่ะค่ะที่เราจองเอาไว้

Borgo san jacopo 12

ถึงเวลา 21.00 น. แต่โต๊ะยังไม่ว่าง ต้องนั่งรอก่อน

สังเกตไอ้ขวดที่มีของเหลวสีเขียวๆ อยู่ด้านหลังคุณสามี

มันคือ น้ำมันมะกอกชนิดต่างๆ หลากหลายมาก สีก็ไม่เหมือนกันด้วย

Borgo san jacopo 13

อีกด้านมุนนั่งรอจะมีหนังสือ นิตยสารให้อ่านไปพลางๆ

Borgo san jacopo 14

เท่าที่เห็นร้านนี้มี 2 ชั้นนะคะ แต่วันนี้คนไม่เยอะ เค้าเลยเปิดบริการแค่ชั้นล่าง

ไม่ค่อยเห็นชาวอิตาเลียนเลย มีแต่ชาวต่างชาติ

ญี่ปุ่น อเมริกา…ชาวอะไรก็ไม่รู้ ฝรั่งเศสมั้ง อ้อ…มีเราชาวไทยด้วยนี่หว่า ฮะฮะฮะ

Borgo san jacopo 2

ภาพบรรยากาศโต๊ะที่เราจองเอาไว้ ตอนกลางวันจะเห็นวิวแม่น้ำ และ ponte vecchio ชัดดี

Borgo san jacopo 1

ถ้ามองไปอีกด้านจะเห็นวิวอีกสะพาน

ก็ได้ไปอีกอารมณ์นึงเนอะ

Borgo san jacopo 17

ได้แล้วจ้าที่โต๊ะของเรา คุณสามีให้เรานั่งด้านที่เห็นวิว ponte vecchio ด้วย

บรรยากาศอาจจะมืดๆ ไปหน่อยนะคะ เพราะคนที่นี่เค้าไม่นิยมใช้ไฟเยอะๆ สาดใส่กัน ฮะฮะฮะ

Borgo san jacopo 21

ถ้าแบบไม่ใช้เฟลตด้วย มือต้องนิ่งๆ

ได้เราก็ดันใส่ชุดสีดำมาซะอีก มืดไปหมดเลยเรา

Borgo san jacopo 18

สวยเนอะ เคยมาแต่ตอนกลางวัน เสียดายวันที่เค้ามีงานแสงเสียงที่นี่ไม่มีโอกาสได้เห็น

น่าจะสวยมาก หากใช้เทคนิคแสงเข้าช่วยแบบนั้นเนอะ

Borgo san jacopo 19

ระหว่างนี้คุณสามีก็เลึอกไวน์ เลือกอาหารไป ไอ้เราก็ถ่ายรูปไป เฮอะๆ

เมนูของคุณสุภาพสตรีจะไม่มีราคาบอกนะคะ

ไอ้เราก็แปลกใจ ไปดูเมนูของสามี รายการเหมือนกันพร้อมบอกราคาด้วย

เค้าคงคิดว่าคุณผู้ชายควรจะเป็นคนจ่าย หน่ะถูกต้องที่สุด อิอิอิ

Borgo san jacopo 22

วันนี้เราไม่สั่งอาหารเรียกน้ำย่อยนะ เพราะกลัวทานไม่หมด

สั่งอาหารไปแล้วเค้าก็ยกขนมปังออกมาเตรียมให้

Pane

ไปสรรหารูปที่มันชัดๆ มาให้ดู ที่นี่เค้าทำขนมปังเองทุกอย่าง

สดใหม่ทุกวัน อร่อยด้วย แต่เราไม่ทานเยอะนะ กลัวอ้วนจ้า

Borgo san jacopo 20

อันนี้เราไม่ได้สั่ง แต่ทางร้านยกมาให้เอง เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยเล็กๆ

บิสกิสครีมผักโขม น่าจะเป็นซอสมะเขือนะ ใช้ได้ไม่หนักท้องดี

รสชาติคล้ายๆ เวลาเราทานซุปครีมผักโขม

แต่อันนี้จะเข้มข้นกว่า มันหน่อยๆ เค็มนิดๆ ตัดเปรี้ยวด้วยซอสมะเขือ

ไม่หวานนะ แม้ว่าหน้าตาจะดูเหมือนของหวานก็ตาม…มันเป็นของคาวค่า

ไม่ได้ใช้เฟลตรูปออกมาไม่ชัด แถมออกเหลืองๆ ซะงั้น

เกรงใจโต๊ะข้างๆ ใช้เฟลตบ่อยๆ รบกวนเวลาสุนทรีย์ของเค้าหมดเนอะ

Borgo san jacopo 26

จำชื่อเต็มๆ ไม่ได้ละ แต่ดูแล้วน่าจะเป็น ริซอตโต้กุ้งแดง

ที่เห็นหน่ะแค่นี้แต่ไอ้ที่เค้าใส่ลงไปในข้าวหน่ะไม่รู้มีอะไรบ้างนะคะ

รสชาติจะเหมือนเราทานข้าวกับซุปที่ทำมาจากกุ้ง จะเค็มหน่อยๆ หอมกุ้งด้วย

มีส่วนผสมของชีส Pecorino เบาๆ ไม่ทำให้รสชาติกุ้งหายไป

เวลากับกุ้งจะได้รสหวานของตัวกุ้งไปด้วย

แต่เราว่า ถ้าได้พริกไทยโรยหน้าหน่อย จะอร่อยกว่านี้

 ทานคู่กะดื่มไวน์ขาวเข้ากั๊นเข้ากัน

Borgo san jacopo 25

จานนี้ของคุณสามี Ravioli ragù di anatra เนื้อเป็ดมั้งถ้าจำไม่ผิดนะ

เห็นปริมาณแอบผิดหวังนิดนึง แต่สามีบอกอร่อยดี

เราต้องแบ่งริซอตโต้ไปให้สามีทานด้วย ของเราทานไม่หมด

ส่วนจานของเค้าดมๆ ก็หมดละ ฮะฮะฮะฮะ

Borgo san jacopo 27

อาหารจานแรกหมดไปละ มาถึงอาหารจานหลักกัน

จานนี้ของเราเป็นปลาอะไรน้าาาาา  ช่างมันเถอะ

ปลาทอดในกระทะ ทานกะหัวกระหล่ำปลีผัด และครีมผักโขม

จานใหญ่มากทานไม่หมดเลย สามีต้องเสียสละทานช่วยอีกละ

รสชาติแอบผิดหวังนะ เพราะมันไม่โดดเด่นอะไรสักอย่าง

เหมือนทานปลาต้มกับผัดผักธรรมดา แต่แบบนี้ก็ดี ไม่อ้วนดี ฮะฮะฮะ

Borgo san jacopo 28

น่าจะเป็นน่องนกกระทาอบกับซอสส้ม และอกนกกระทาชุปแป้งทอดกับสลัดผัก

เห็นแล้วอดหัวเราะไม่ได้ คุณสามีเราตัวใหญ่บึ้มแต่สั่งมาแต่ละจาน กะจี๊ดนึง

สมควรละที่ช่วยเราทานได้

สังเกตว่าคนที่นี่หากเค้าจะทานอาหารทะเล

จานแรกกะจานหลักก็ต้องเป็นอาหารทะเลตามกัน

หากเป็นเนื้อสัตว์ก็เป็นเนื้อสัตว์ทั้งหมด จะไม่ทานบนกันเหมือนบ้านเรา

เค้าบอกว่ามันจะเสียรสชาติของอาหารไป

อืม…ไม่รู้สิเราคนไทยมั้ง เลยไม่รู้อินเท่าไหร่ ฮะฮะฮะ

Borgo san jacopo 29

จริงๆ หน่ะอิ่มแล้วนะ แต่ครั้งนึงในชิวิตได้มาทั้งที สั่งของหวานหน่อยละกัน

ของเราเป็น บาวาเลี่ยนวนิลาเมอร์แรงค์ แอปริคอตอบกะคุกกี้พิสทาชิโอ

มาถึงตาโตเลยเรา ตาย..ตายแน่ๆ ทำงัยจะทานหมดหว่า

จริงๆ เป็นคนชอบทำขนมแต่ไม่ค่อยชอบทานขนมหวานๆ

รสชาติบาวาเลี่ยนวนิลาอร่อยดี แต่เราว่าสำหรับเราหวานไปหน่อย

แถมยังมีเมอร์แรงค์ด้านบนอีก เราต้องเขี่ยเมอร์แรงค์ออกทิ้งด้วย ไม่ไหวหวานเกิ๊น

มีคาราเมลมาด้วยอีกนะ สงสัยจะหวานไม่พอ เฮ้อ….

ดีหน่อยที่มีคุกกี้พิสทาชิโอ กับแอปริคอตมาช่วยตัดหวาน

สุดท้ายก็ทานไม่หมดจริงๆ เสียดายจัง

Borgo san jacopo 30

ของหวานจานนี้เป็นของคุณสามี พอพนักงานมาเสิร์ฟเท่านั้นแหล่ะ

เราสองคนก็อดหัวเราะกันไม่ได้ เพราะสามีเลือกแต่จานออกมาเล็กกระจิ๊ดนึงทั้งนั้น

คล้ายๆ ทองม้วนบ้านเราแต่แป้งจะหนากว่า สอดไส้ครีมชีส กับช็อคโกแลต

Borgo san jacopo 32

ตบท้ายด้วยกาแฟเอสเพลสโซ่ เสิร์ฟคู่กับช็อคโกแลตหลากหลายชนิด

Borgo san jacopo 31

ดูหน้าตาน่าทานทั้งหมดเลยเนอะ

แต่ทานได้แค่ชิ้นเดียวเอง เพราะอิ่มมาก ยัดลงไปไม่ได้อีกแล้ว

 ทุกคนอยากรู้ใส่ป่าวว่าจ่ายค่าอาหารไปเท่าไหร่ ห้องอาหารหรูอย่างนี้

จ่ายไป 200 กว่ายูโร กว่าเท่าไหร่จำไม่ได้ละ

แต่คิดว่าจะมาครั้งเดียวในชีวิตนี่แหล่ะ ฮะฮะฮะฮะ

มาถึงตอนนี้ก็เกือบเที่ยงคืนละ สามีเริ่มออกอาการเมา

เพราะไวน์ขาว 1 ขวด ดื่มกัน 2 คน เราดื่มไป 3 แก้วที่เหลือ สามีล้วนๆ

ด้วยร้านมันอยู่ในเมืองขับรถเข้ามาไม่ได้ เลยต้องมามอเตอร์ไซด์กัน

สามีเมาๆ ขับมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน แถมฝนตกอีกด้วย

ก็ดีนะ ฝนทำให้สามีสร่างเมานิดๆ ขับช้าๆ ก็ถึงบ้านปลอดภัย

แต่ไม่แนะนำให้ทำนะคะ ถ้าคิดว่าเมามาก ให้กลับแท็กซี่ดีกว่า

มาถึงบ้านก็สลบทั้งคู่ เพราะความเมา ฮะฮะฮะฮะ

ร้านเค้ายังมีเมนูเด็ดๆ เยอะนะ ยกตัวอย่างให้ดูละกันเนอะ

Borgo san jacopo 5

น่าจะเป็นปลาทูน่ามั้ง

Borgo san jacopo 38

จานนี้น่าจะเป็นของหวาน

Borgo san jacopo 40

น่าจะเป็นอาหารจานแรก

Guancetta con Salsa di Pecorino

อาหารจานหลัก แก้มวัวกับครีมชีส

Ravioli con Puree di patata viola

Ravioli กับมันฝรั่งม่วง

ยกตัวอย่างจากลูกค้าที่ไปทาน แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ละกันเนอะ

อาหารหน้าตาแปลกๆ หลายจานเหมือนกันเนอะ

Borgo San Jacopo 9

ลาไปก่อนกับร้านอาหาร Borgo San Jacopo

ถ้าใครมีโอกาสครั้งนึงในชีวิตก็ลองไปดูนะคะ ใช้ได้นะ

แต่ราคาแพงไปหน่อย

Categories: พาไปกิน | Tags: , , , | Leave a comment

ทาร์ตช็อคโกแลต

Chocolate Tart 2

          คราวที่แล้วพาทำทาร์ตครีมส้มไป ตัวแป้งทาร์ตยังเหลืออีกตั้งเกือบครึ่ง ฉะนั้นเมนูวันนี้ที่จะพาทำ ก็ทำมาจากแป้งที่เหลือบวกกับหาดูว่าในบ้านพาจะมีอะไรเอามาทำขนมได้บ้าน ตาก็เหลือบไปเห็นวิปปิ้งครีม  นมสด แล้วก็นึกได้ว่ายังเหลือช็อคโกแลตอยู่พอสมควร เอามาทำทาร์ตช็อคโกแลตดีกว่า ง่ายดีด้วย อาจจะเป็นขนมที่หนักไปสักหน่อย แต่เด็กๆ ก็ชอบทานอะนะ ไปลงมือทำกันเลยดีกว่า

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม

  1. แป้งทาร์ต (Pasta Frolla)       300-400   กรัม  (เราจะไม่ทำให้ดูแล้ว คลิกตามลิงค์ที่ให้ไว้เลยนะคะ)
  2. วิปปิ้งครีมสด                                 250   มิลลิลิตร
  3. นมสด                                           100   มิลลิลิตร
  4. น้ำตาลทราย                                      2   ช้อนโต๊ะ (เติมให้หวานได้ตามความชอบเลย)
  5. เกลือป่นเล็กน้อย
  6. ดาร์กช็อคโกแลต                           120   กรัม
  7. ช็อคโกแลตนม                                 80   กรัม
  8. เนยสด                                             20   กรัม

 

ขั้นตอนการเตรียม

  1. ก่อนอื่นเปิดเตาเอาไว้รอที่ 180 °c ใช้ระบบไฟบน-ล่าง
  2. ทาเนยที่พิมพ์ให้ทั่ว วันนี้ลองใช้พิมพ์สี่เหลี่ยมดูบ้างอะไรบ้างเนอะ หลังจากนั้นก็โรยแป้งให้ทั่วพิมพ์ แล้วเคาะแป้งส่วนเกินออกทิ้งไปChocolate Tart 4
  3. นำแป้งทาร์ตออกจากตู้เย็นวางบนกระดาษไข แล้ววางกระดาษไขอีกแผ่นไว้ด้านบน จากนั้นก็ใช้ไม้คลึงให้แผ่เป็นแผ่นตามที่ต้องการ วันนี้เราทำหนาน้อยกว่าคราวที่แล้ว โดยจะหนาประมาณ 3-4 มิลลิเมตร
  4. เมื่อได้แผ่นตามขนาดที่ต้องการแล้วใช้ไม้คลึงม้วนแผ่นแป้งเบาๆ แล้วนำไปวางบนพิมพ์ที่ทาเนยไว้แล้ว ค่อยๆ ใช้นิ้วมือกดแป้งให้แนบกับพิมพ์ แล้วตัดแป้งส่วนเกินออกไป ให้ได้รูปตามพิมพ์Chocolate Tart 5
  5. ใช้ส้อมเจาะรูให้ทั่วแผ่น ทั้งด้านล่างและด้านข้าง  จากนั้นเราใช้เม็ดอัลมอนด์โรยให้ทั่วพิมพ์เพื่อช่วยไม่ให้แป้งทาร์ตพองตัวเสียรูปไป หลังจากอบสุกแล้ว
  6. นำเข้าเตาอบได้ ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที หรือจนกระทั่งสุก แล้วนำออกจากเตาอบพักไว้ให้เย็น เทเอาเม็ดอัลมอนด์ออกหรือใครชอบจะทิ้งไว้เลยก็ได้Chocolate Tart 6
  7. ระหว่างอบแป้งทาร์ตเราก็หันมาทำครีมช็อคโกแลตกัน เทวิปปิ้งครีม และนมสดลงในหม้อตั้งไฟอ่อนๆ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย คนไปสักพักพอร้อนก็นำช็อคโกแลตทั้งหมดลงไป เราใช้ตะกร้อมือตีไปเรื่อยๆ จน ช็อคโกแลตละลาย ชิมดูว่าหวานพอรึยังถ้ายังให้เติมน้ำตาล ตามใจชอบ พอได้ที่แล้วให้ปิดไฟยกลงในรูปเราแอบเอาเม็ดอัลมอนด์ที่เข้าอบพร้อมแป้งทาร์ตมาสับใส่ลงไปด้วย ใครไม่ชอบไม่ต้องใส่ก็ได้นะคะ
  8. เติมเนยสดลงไป คนให้เนยละลายรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็นำไปเทลงบนทาร์ตที่เราเตรียมไว้แล้ว เกลี่ยให้ทั่ว แล้วเคาะไล่ฟองอากาศเล็กน้อย พักไว้ให้ช็อคโกแลตหายร้อนแล้วนำเข้าพักในตู้เย็นเพื่อให้เซ็ตตัวดีก่อนตัดทานประมาณ 2-3 ชั่วโมงChocolate Tart 7
  9. สามารถตัดทาร์ตช็อคโกแลตเสิร์ฟพร้อมกับผลไม้ต่างๆ เพื่อตัดความเลี่ยนและความขมได้Chocolate Tart 8

เลือกใช้พิมพ์แบบนี้ หากเป็นแบบถอดพิมพ์ไม่ได้จะตัดลำบากหน่อยนะคะ

แต่ก็จะได้อารมณ์ไปอีกแบบนึง

Chocolate Tart 3

เวลาตัดเสิร์ฟจริงๆ ควรตัดชิ้นเล็กกว่านี้นะคะ

เพราะทาร์ตช็อคโกแลตค่อนข้างหนักเอาการ ฮะฮะฮะ

ในรูปเราใช้ช็อตโกแลตตกแต่งด้านบน ทานคู่กับผลไม้เปรี้ยวนิดๆ อร่อยดีค่ะ

Chocolate Tart 9

เมนูนี้ทำเอาใจคนชอบช็อคโกแลตได้เลย

หากใครคิดว่ากลัวจะหนักท้องไป ก็ให้เปลี่ยนเป็นใช้มูสช็อคโกแลตแทนได้

ทาร์ตถาดนี้ทานกัน 6 ท่าน คนละชิ้นแล้วเหลือทานอีกวันรุ่งขึ้นด้วย

คิดว่าน่าจะทานได้ 10 ทานเห็นจะได้

ทำง่ายใช่ป่าวหล่ะ  ลองเอาไปทำดูนะคะ…..สวัสดีค่า

Categories: ขนมเค้ก | Tags: , , | Leave a comment

ทาร์ตครีมส้ม

Orange Tart 1

สูตรทาร์ตครีมส้มนี้คุณแม่สามีขอมา แถมยังตัดสูตรมาจากนิตยสารให้ด้วย เนื่องในวันเกิดคุณแม่ ดังนั้นจัดให้เลยค่า  อ่านดูสูตรแล้วไม่น่าจะยากมาก เค้าก็เขียนบอกอยู่ว่าความยากปานกลาง เดี๋ยวก็รู้ว่ายากรึป่าวช่วยกันตัดสินด้วยนะ สูตรนี้แยกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนตัวแป้งทาร์ต และส่วนของครีมส้ม ในสูตรเค้าไม่ได้บอกสูตรการทำตัวแป้งทาร์ต ฉะนั้นเราก็หาสูตรที่เราชอบและทำออกมาแล้วอร่อยถูกใจทุกคน หากใครขี้เกียจทำ ในซุปเปอร์ก็มีแป้งสำเร็จขายนะ แต่ส่วนตัวไม่เคยซื้อมาทาน ก็เลยบอกไม่ได้ว่าอร่อยรึป่าว พอได้สูตรทั้งสองส่วนแล้ว ก็เขียนรายการที่ต้องไปซื้อเตรียมไว้ว่ามีอะไรบ้าง ไปดูกันได้เลยจ้า

 

ส่วนประกอบตัวแป้งทาร์ต (Pasta Frolla)

  1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ (Farina 00)                        400   กรัม 
  2. อัลมอนด์บด  (Farina di mandorle)                       100   กรัม
  3. น้ำตาลไอซิ่ง (Zucchero Velo)                              180   กรัม (ใครชอบหวานก็เพิ่มได้นะคะ)
  4. ไข่ไก่เฉพาะไข่แดง ( Tuorli)                                      4   ฟอง
  5. เนยเย็น  (Burro)                                                   250   กรัม (แอบลดเอง 235  กรัม)
  6. กลิ่นวนิลา  (Vaniglia)                                                1   ช้อนชา
  7. เกลือป่นเล็กน้อย
  8. ผงฟู                                                                        1/2   ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้)
  9. ผงโซเดียมไบคาร์บอเนต                                          1/2   ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้)
  10. ผิวเลมอนขูด                                                              1  ผล (ไม่ใส่ก็ได้)

 

IMG_6563

ลืมไข่ไก่ไปได้ยังงัยเนี่ย

Orange Tart 10

เตรียมไข่แดงและผิวเลมอนขูดเอาไว้

 

ขั้นตอนการทำแป้งทาร์ต

  1. ใส่แป้งสาลีอเนกประสงค์  อัลมอนด์บด เกลือ ผงฟู ผงโซเดียมไบคาร์บอเนต และเนยเย็น ลงในโถปั่น ปั่นทุกอย่างให้เข้ากัน ใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที จะสังเกตว่าแป้งจะเป็นร่วนๆ ไม่จับเป็นก้อนOrange Tart 11
  2. เทส่วนผสมลงบนโต๊ะ แล้วทำเป็นหลุมตรงกลาง ใส่น้ำตาลไอซิ่งลงไป ตามด้วยกลิ่นวนิลา ผิวเลมอนขูด และไข่แดง จากนั้นใช้มือผสมทุกอย่างให้เข้ากัน แล้วนวดจนเนื้อแป้งเนียนดีก็พอOrange Tart 13
  3. ใช้พลาสติกใสหุ้มส่วนผสมแล้วนำเข้าพักในตู้เย็น อย่างน้อย 30 นาทีก่อนใช้งานOrange Tart 14

 

ส่วนประกอบครีมส้ม

  1. เนยสด                                10   กรัม
  2. ส้ม                                       3   ผล
  3. อัลมอนด์สับ                         50   กรัม
  4. เหล้า Grand Marnier              1  แก้วเล็กๆ
  5. ไข่ไก่                                      1  ฟอง
  6. ไข่ไก่เฉพาะไข่แดง                  2  ฟอง
  7. แป้งสาลีเอนกประสงค์            40   กรัม (วันนี้เราใช้แป้งข้าวโพดแทน)
  8. น้ำตาลทราย                        200   กรัม (ใช้ไม่ถึงหรอกเดี๋ยวหวานเกิ๊น)
  9. นมสด                                 500   มิลลิลิตร (อาจใช้ นมสด 400 + วิปปิ้งครีม 100 ก็ได้)
  10. กลิ่นวนิลา                               1   ช้อนชา
  11. เกลือป่นเล็กน้อย

 

IMG_6579

 

ขั้นตอนการทำทาร์ตครีมส้ม

  1. นำนมสดใส่หม้อ ปาดเปลือกส้มลงไปด้วยสัก 3-4 ชิ้น ระวังอย่าตัดให้ถึงส่วนที่เป็นสีขาว  แล้วนำไปต้มให้พอเริ่มเดือดก็ปิดไฟยกลง ตักเอาเปลือกส้มออกทิ้งไป พักไว้ก่อนOrange Tart 12
  2. นำไข่แดง 2 ฟองใส่ในชามผสม แล้วเติมน้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ใช้ตะกร้อไฟฟ้า หรือตะกร้อมิอตีให้ขึ้นฟู จนไข่เปลี่ยนเป็นสึครีมอ่อนๆOrange Tart 15
  3. ร่อนแป้งข้าวโพด 30 กรัมลงไป ใส่ไข่ไก่ลงไป 1 ฟอง เติมน้ำส้มคั้น 2 ช้อนโต๊ะ พร้อมผิวส้มขูด 1 ผล และกลิ่นวนิลา ตีให้เข้ากันOrange Tart 16
  4. ค่อยใส่นมที่ต้มไว้ในตอนแรก ค่อยๆ เทลงไปพร้อมกับคนผสมไปด้วย อย่าให้นมร้อนจัด เดี๋ยวไข่จะสุกเป็นลิ่มๆ ได้ เนื้อครีมจะไม่สวย ค่อยๆ เทจนหมด ใส่เกลือป่นเล็กน้อย คนให้เข้ากันดีOrange Tart 17
  5. จากนั้นเทส่วนผสมทั้งหมดลงไปในหม้อ แล้วนำขึ้นตั้งไฟอ่อน คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งครีมสุกและข้นได้ที่ เวลาดูว่าสุกได้ที่รึยังก็ลองเอาไม้พาย จุ่มลงไป แล้วจับไม้พายแนวนอนใช้นิ้วปาดกลางไม้พายดู หากครีมไม่ไหลมารวมกัน แสดงว่าใช้ได้แล้วจ้า อ้อ…อย่าลืมชิมดูนะคะ ว่าหวานถูกใจรึยัง ถ้ายังก็เติมน้ำตาลเพิ่มได้Orange Tart 18
  6. พอครีมได้ที่แล้วปิดไฟ ยกลงแล้วใส่เนยลงไป คนให้เนยละลายเข้ากันกับเนื้อครีม  พักไว้ก่อน
  7. หันไปเปิดเตาอบไว้ที่ 200 °c ใช้ระบบไฟบน-ล่าง  หันกลับไปทำงานต่อได้
  8. นำส่วนผสมตัวทาร์ตออกจากตู้เย็น ตัดแบ่งกะให้พอดีกับพิมพ์ที่เราใช้ ที่เหลือก็เก็บเข้าตู้เย็นไว้ใช้ได้อีก 3-7 วัน ทาเนยที่พิมพ์ให้ทั่วแล้วพักไว้ หันมานวดแป้งก่อน โดยใช้กระดาษไขปูด้านล่าง และวางทับด้านบนอีกแผ่นนึง จากนั้นใช้ไม้นวดคลึงไปเรื่อยๆ ให้แป้งแผ่ออกได้ขนาดตามพิมพ์ที่เราใช้ และให้หนาประมาณ 4-5 มิลลิเมตรOrange Tart 20
  9. พอได้แผ่นแป้งที่ต้องการแล้ว ให้ลอกเอากระดาษไขด้านบนออก  นำพิมพ์ทีจะใช้มารอใกล้ๆ จากนั้นเอาไม้นวดม้วนแผ่นแป้งเบาๆ แล้วรีบนำไปวางบนพิมพ์Orange Tart 21
  10. ใช้นิ้วกดแป้งให้ได้ความหนา และรูปร่างตามที่ต้องการแล้วตัดแป้งส่วนเกินออกด้วย จากนั้นนำส้อมมาเจาะรูให้ทั่วแผ่นแป้งOrange Tart 22
  11. สับเม็ดอัลมอนด์ ไม่ต้องถึงขนาดละเอียดมากก็ได้ เอาพอเคี้ยวได้ด้วย พอให้มีอะไรตัดความหวานซะหน่อย นำไปเทใส่ครีมส้มที่เราพักไว้ คนให้เข้ากัน แล้วนำไปเทใส่พิมพ์ที่กรุแป้งไว้รอแล้ว เกลี่ยให้เรียบทั่วกัน เคาะเบาๆOrange Tart 23
  12.  นำเข้าเตาอบได้ จะใช้เวลาอบประมาณ 30 นาที หรือจนกระทั่งสุก จากนั้นให้นำออกจากเตาพักไว้ให้คลายร้อนสักหน่อยOrange Tart 24
  13. ระหว่างรอให้ทาร์ตครีมส้มคลายร้อนเราก็หันมาทำส้มเชื่อมแต่งหน้าเค้กกันดีกว่า นำส้ม 2 ผลมาหั่นเป็นแว่นๆ ให้แต่ละแผ่นหนาประมาณ 3-4 มิลลิเมตร เติมน้ำใส่กระทะใบเล็ก ใส่น้ำตาลที่เหลือ เหล้า Grand Marnier เปิดไฟปานกลางไปทางอ่อน คนจนน้ำตาลละลายหมดแล้วให้ใส่ แผ่นส้มลงไป ต้มประมาณ 5-6 นาที แล้วตักออกพักไว้  แต่เรายังเคี่ยวน้ำตาลไปเรื่อยๆ นะคะ เคี่ยวไปจนกระทั่งงวดได้ที่แล้วก็ปิดไฟเป็นอันใช้ได้Orange Tart 25
  14. เอาหล่ะมาถึงขั้นตอนการตกแต่งหน้า ใครชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้นเลยนะคะ วันนี้พาดูสไตส์ของตัวเองดีกว่าง่ายๆ แต่ดูดี  เราก็นำแผ่นส้มมาเรียงไว้ด้านบน  จากนั้นนำน้ำเชื่อมทาให้ทั่ว น้ำเชื่อมจะช่วยให้ส้มเงางามและไม่ดูแห้งเวลาตากลมมากๆ ด้วย ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น แถมอร่อยอีกตะหาก แค่นี้ก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟได้เลยจ้าOrange Tart 26

 

IMG_6666

เสร็จแล้วหน้าตาออกมาดูดีมากเลยเนอะ

กลิ่นก็หอมมากด้วย แต่ยังไม่รู้รสชาติจะเป็นยังงัย

เค้กก้อนนี้จะเอาไปทานในงานวันเกิดแม่สามี ตัดชิมไม่ได้

ฉะนั้นเราจึงทำแบบมินิลองชิมดูก่อน

Orange Tart 2

ใครชอบทำมินิแบบเสิร์ตได้ 1 ที่ ก็ทำใส่พิมพ์เล็กๆ ก็ได้ค่ะ

ดูน่ารักไปอีกแบบ อร่อยเหมือนกัน

Orange Tart 27

มีเพื่อนคนนึงบอกว่าให้บรรยายมาด้วยว่ารสชาติเป็นยังงัย

ดูแค่รูป เค้านึกภาพไม่ออก ฉะนั้นเราจึงจัดให้จ้า

ตัวแป้งทาร์ตสูตรนี้จะไม่แข็ง คล้ายๆคุกกี้เลย แล้วก็ไม่แห้งจนเกินไป

เราจะทำตัวแป้งไม่หวาน เพราะตัวครีมส้มจะหวานแล้วเดี๋ยวจะเลี่ยน

ส่วนตัวครีมส้มหอมกลิ่นส้มและวนิลา ไม่หวานมาก

เวลาทานจะได้เคี้ยวเม็ดอัลมอนด์สับที่ใส่ลงไปด้วย ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

เป็นขนมที่ใช้ทานคู่กับชา กาแฟได้สบายๆ แต่อาจจะเป็นขนมที่หนักท้องไปสักนิด

รวมๆ แล้วอร่อยจ้า ใครไม่ชอบหวานมากก็ให้ลดน้ำตาลจากสูตรที่ไปลงนะคะ

Orange Tart 5

ส้มที่เชื่อมแล้วหากใครชอบขมนิดๆ ก็ทานได้ทั้งหมดนะคะ

ดูกันใกล้ๆ ว่าเราเรียงส้มยังงัย ไม่ยากเลยใช่มั๊ยหล่ะ

Orange Tart 7

อยู่ในงานเลี้ยงช่วงทานของหวานก็แอบตัดชิ้นเล็กๆ มาถ่ายรูปให้ดูเนื้อด้านในกัน

รูปไม่ค่อยชัดเพราะถ่ายด้วยมือถือนะคะ

ไม่ได้ใช้เฟลตด้วย เพราะกลัวสีจะเพี้ยนมากไป

รูปก็เลยออกมาเหลืองหน่อยๆ เพราะสีไฟที่บ้านจ้า

Orange Tart 9

วันนี้ทำตัวแป้งหนาไปนิดนึงคราวหน้าแก้ตัวใหม่ละกันเนอะ

รีบถ่ายรูปมากฝากก่อนที่จะไม่เหลือหลักฐานให้ถ่ายกัน ฮะฮะฮะ

สูตรนี้อร่อยจริงๆ เจ้หลีแนะนำเลยจ้า

ทำไม่ยากแต่ขั้นตอนอาจจะเยอะ ถ้ามีเวลาก็ลองทำกันดูนะคะ

Categories: ขนมเค้ก | Tags: , , , , | Leave a comment

Rotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche

Rotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 6

 

จริงๆ แล้วเมนูนี้เป็นเมนูที่เปิดตู้เย็นดูก่อนว่ามีอะไรบ้างที่เหลืออยู่ จากนั้นก็เอามาคิดเป็นเมนูนี้ เคยเห็นผ่านๆ ว่าเค้าเอาลูกพรุนแห้งมาใช้ในไก่ม้วนชีสด้วย เราก็เลยเอาแฮม เอาชีสที่มี แล้วก็เอาลูกพรุนแห้งที่เหลือติดบ้านมาทำ  แล้วทานกับอะไรดีน้อ….มองเห็นผักโขมซื้อมาสดๆ ฉะนั้นทานกับผัดผักโขมง่ายๆ แล้วกันเนอะ เป็นอีกเมนูนึงที่ทำง่าย เด็กๆ ชอบไม่ต้องปรุงอะไรยุ่งยากเลย  เอาหล่ะไปดูกันว่าจะต้องเตรียมอะไรบ้าง

 

ส่วนผสมก่ม้วนสำหรับ  4 ท่าน

  1. อกไก่                      600   กรัม
  2. แฮม                        120   กรัม  (เราใช้ทั้งแฮมสุกและแฮมดิบ)
  3. ลูกพรุนแห้ง              4-5   ลูก
  4. ชีส                           50   กรัม (เราใช้ Pecorino)
  5. น้ำมันมะกอก
  6. เกลือป่น
  7. พริกไทย

Rotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 1

 

ขั้นตอนการเตรียมไก่ม้วน

  1.  ล้างไก่ให้สะอาดแล้วซับให้แห้ง จากนั้นนำมาแล่เป็นแผ่น หนาประมาณ 1/2 ซม.  ใช้พลาสติกคลุมด้านบน หรือจะคลุมทั้งด้านบนและล่างเลยก็ยิ่งดี เวลาทุบจะได้ง่ายขึ้น ทุบไก่ให้เป็นแผ่นบางลงไปอีก แต่อย่าทุบแรงเกินไป ไก่จะขาดได้ ทำทั้งหมดที่มี  พักไว้ก่อนRotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 8
  2. หั่นชีสให้เป็นสี่เหลี่ยม เตรียมไว้สำหรับเป็นไส้
  3. หั่นลูกพรุนให้เป็นเส้นๆ เตรียมไว้ แต่บางคนจะแบ่งครึ่งเลยก็ได้หากชอบหวานนะคะ พอดีที่บ้านไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลยใส่น้อยหน่อย
  4. ขั้นตอนการม้วนก่อนอื่นนำแฮมวางเป็นชั้นแรกตามด้วยไก่แล้วเรียงชีสและลูกพรุนประมาณกลางๆ  จากนั้นตลบแผ่นม้วนชีสเข้าไปแล้วม้วนไปให้สุด พยายามเก็บด้านข้างให้สวยงามด้วย อย่าม้วนแน่นจนเกินไป เวลาทอดไส้ชีสจะทะลักออกหมดซะก่อนRotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 9
  5. เอากระทะใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อยตั้งไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อนก็นำไก่ลงไปทอด ถ้าไปแรงไปก็ลดลงนะคะ เดี๋ยวจะไหม้ด้านนอก ด้านในไม่สุก หมั่นกลับด้านไก่ให้สุกทั่วกันด้วย ใจเย็นๆ นะคะ น่าจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที เพราะไก่สุกง่ายอยู่แล้ว (จะเห็นว่าไม่ได้ปรุงเลย เพราะแฮมจะเค็มอยู่แล้ว ลูกพรุนก็หวาน แต่ใครชอบเค็มกว่านี้ก็ปรุงได้นะคะ) พอสุกพักไว้ก่อนRotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 10

 

ส่วนผสมสำหรับผัดผักโขม

  1. ผักโขม                 500   กรัม (จริงๆ ไม่ได้ชั่งเลย กะพอทาน 4 ท่าน)
  2. แฮม                        60   กรัม
  3. กระเทียม                  2   กลีบ
  4. เนย
  5. น้ำมันมะกอก
  6. เกลือป่น
  7. พริกไทย
  8. ชีสขูดโรยหน้านิดหน่อย

 

ขั้นตอนการเตรียมผัดผักโขม

  1. ล้างผักโขมให้สะอาด (เราล้าง 3 ครั้งเลย) เพราะจะมีดินติดมาด้วยเยอะ ถ้าไม่อย่างนั้นเวลาทานจะได้กลิ่นดินด้วยนะ พักไว้ให้ผักสะเด็ดน้ำสักหน่อยRotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 11
  2. นำกระทะใบใหญ่สักหน่อย ตั้งไฟปานกลาง ใส่น้ำมันมะกอกและเนยลงไป (ไม่ต้องใช้น้ำมันเยอะเดี๋ยวจะเลี่ยน) พอเนยละลายและน้ำมันร้อน ใส่กระเทียมทุบลงไปผัดก่อน  จากนั้นใส่แฮมที่เราหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไว้ ลงไปผัดให้แฮมส่งกลิ่นหอมRotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 12
  3. นำผักโขมลงไปผัด ผัดไปสักพัก ให้นำฝามาปิด ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที แล้วเปิดออกผัดไปจนกระทั่งผักสุก ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ตามใจชอบRotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 13
  4. เสร็จแล้วเทใส่จาน แล้วโรยด้วยชีสขูดด้านบนเพิ่มความหอมกลมกล่อมRotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 14
  5. ถ้าเป็นบ้านเราน่าจะมีข้าวสวยเนอะ แต่ที่นี่เค้าไม่ทานข้าว จะใช้ขนมปังแทน ฉะนั้นการจัดจานเลยมีแต่ผักโขมกับไก่ม้วนของเรา โดยตัดไก่ม้วนเป็น 2 ท่อน หรือจะตัดตามใจฉันเลยก็ได้ จัดจานให้สวยงาม เราใช้ผักโขมวางก่อน จากนั้นก็นำไก่มาเรียงให้สวยด้านบน แค่นี้ก็เหมือนสั่งทานในร้านแล้วเนอะRotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 4

ชิ้นไม่ได้ใหญ่มากนัก น่าจะทานคนละประมาณ 2-3 ชิ้นได้

จานนี้สำหรับเป็นอาหารจานหลัก หากมีการเสิร์ฟจานแรกไปแล้ว

ก็สามารถจัดเสิร์ฟคนละชิ้น แบบในภาพที่เห็นได้

Rotolini di Pollo con Prosciuto crudo e prugne secche 7

ในรูปจะเห็นว่าเราใส่ลูกพรุนนิดเดียว

สูตรจริงๆ บางคนใส่ครึ่งลูก หรือทั้งลูกเลยก็มี

แต่เรากลัวว่ามันจะหวานเลี่ยนเกินไป ก็เลยลองใส่แค่นี้ไปก่อน

หากชอบคราวหน้าค่อยเพิ่มปริมาณก็ได้เนอะ

เอาหล่ะ สูตรนี้ไม่ยากเลยใช่ป่าว  ลองเอาไปทำทานที่บ้านดูนะคะ

 

Categories: อาหารจานหลัก | Tags: , , , , , , | Leave a comment

Roasted Saba with Soy Sauce

Roasted Saba with Soy Sauce

ขอขอบคุณภาพสวยๆ  และสูตรอร่อยๆ ภาคภาษาอังกฤษ
จากเว็ป www.foodtravel.tv

 

เมนูนี้ตั้งใจทำทานวันที่มีเพื่อนๆ มาทานข้าวที่บ้าน เพราะคิดว่าเด็กๆ คงไม่ชอบ  อาจเป็นเพราะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับกลิ่นของซีอิ๊ว และขิงสักเท่าไหร่ แต่เมนูทำง่ายมาก ถ้ามีเครื่องปรุงครบที่บ้าน ก็ทำได้เลย ไม่ต้องมีเทคนิคอะไรมากมาย  จริงๆ แล้วการทำอาหารก็เหมือนกับศิลปะ เราต้องจินตนาการก่อนว่าอยากให้รสชาติออกมาแบบไหน แล้วค่อยๆ ปรุงให้ได้ออกมาแบบนั้น ยิ่งเราไม่ใช่แม่ครัวมืออาชีพยิ่งต้องระวังตอนเติมเครื่องปรุงต่างๆ เพราะถ้าพลาดไปแล้วมันจะแก้ยากมาก ฉะนั้นทำให้รสออกมากลางๆ ก่อน ชิมแล้วค่อยปรุงเพิ่มที่หลังได้  เอาหล่ะเราไปดูกันว่าเมนูนี้ต้องเตรียมอะไรบ้าง

Roasted Saba with Soy Sauce  – Light grilled fish menu for people who like to eat fish.  Grilled Saba with Japanese soy sauce. It’s simple and tasty.  Just having with a cup of rice for basic delicious.

 

ส่วนผสมสำหรับปลา 2 ตัว (ทานได้ 6-8 ท่าน)

  1. ปลาซาบะ (Saba)                           2   ตัว (ควักไส้ทิ้งแล้วล้างให้สะอาดด้วย)
  2. โชยุ (Shoyu)                                10    ช้อนโต๊ะ
  3. มิริน (Mirin)                                     6    ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำผึ้ง  (Honey)                                2    ช้อนโต๊ะ (ไม่ได้ใส่เยอะเพราะคนอิตาลีไม่ชอบของคาวติดหวาน)
  5. ขิงขูด  (Ginger grated fine)             1    ช้อนชา
  6. น้ำมันพืช  (Vegetable Oil)                2    ช้อนโต๊ะ
  7. งาขาวคั่ว ( Roasted White Sesame)       1    ช้อนโต๊ะ

 

ขั้นตอนการทำ

  1. ล้างเมือกปลาออกให้หมดแล้วซับให้แห้ง จากนั้น บั้งเนื้อปลาให้เป็นริ้วทั้งสองด้าน พักไว้ก่อน (Cut off fish in stripes on both sides.) Roasted Saba with Soy Sauce 1
  2. ผสมขิง, มิริน, โชยุ, น้ำผึ้ง คนให้เข้ากันชิมรสดูก่อนว่าถูกใจรึยัง (บางคนใช้ซอสเทอริยากิเลย)  จากนั้นนำปลาลงหมักกับเครื่องปรุง หมักทิ้งไว้ 10-15 นาที หรือจะนานกว่านี้ก็ได้นะ (Mix ginger, mirin, Shoyu and honey together. Stir well and then marinate fish with ingredients. Leave it for 10-15 minutes.)Roasted Saba with Soy Sauce 2
  3. เทน้ำมันพอให้เคลือบกระทะ จากนั้นนำปลาลงย่างให้สุกทั้งสองด้าน ใช้ไฟปานกลางไปหมั่นกลับด้านด้วยนะ เดี๋ยวปลาจะไหม้ซะก่อน (Pour oil to coat the pan. Then grilled fish on both sides until cooked.)Roasted Saba with Soy Sauce 3
  4. เติมซอสที่ใช้หมักปลานั้นแหล่ะ  ลงในกระทะคลุกเคล้าให้เข้ากับเนื้อปลา  จากนั้นนำปลาขึ้นพักไว้ก่อน และเคี่ยวน้ำซอสต่อไปจนเริ่มงวดก็พอ (Add sauce into the pan. Then bring up the fish and set aside. Simmer sauce until begins dry out.)
  5. นำน้ำซอสราดบนตัวปลา แล้วโรยหน้าด้วยงาคั่วเป็นอันเสร็จ  จัดจานเสิร์ฟได้เลยจ้า (Pour sauce on fish. Sprinkle with roasted sesame seeds and finished.)

Saba with Soy Sauce 5

ย่างในกระทะเสร็จหน้าตาออกมาแบบนี้ แต่เราว่าในรูปนี้เค้าย่างไหม้ไปหน่อยนะ

เนื้อปลาสุกง่ายไม่จำเป็นต้องย่างเกรียมขนาดนี้ก็ได้นะคะ

แต่สูตรนี้อร่อยจริงๆ ค่ะ

Roasted Saba with Soy Sauce 4

ภาพนี้เป็นของคนอื่นเค้า คาดว่าจะเป็นอีกสูตรนึง เพราะน้ำซอสไม่เข้มมาก

อันนี้เค้าตัดหัวปลาออกด้วย ใครไม่ชอบก็ตัดออกได้นะคะ

SONY DSC

บางคนก็ตัดเป็นชิ้นๆ แบบนี้ดูสวย ทานง่ายไปอีกแบบนึงนะคะ

พอดีตัวเองตอนทำเสร็จก็จัดจานเสิร์ฟเลย

เพราะทุกคนจ้องจะทานกันอยู่แล้ว ไม่มีเวลาได้ถ่ายรูป

เอาไว้ถ้าทำอีกจะถ่ายเอามาลงให้ใหม่นะคะ

เมนูง่ายๆ แบบนี้ลองเอาไปทำทานกันที่บ้านดูนะจ๊ะ

Categories: อาหารไทย | Tags: , , , , | Leave a comment

Steam Squid with Lemon Sauce

Steam Squid with Lemon Sauce

 

เมนูนี้ทำทานนานแล้ว  ทานกับกลุ่มเพื่อนของสามี เค้าอยากทานอาหารไทย นี่ก็เป็นหนึ่งในเมนูที่ทำในวันนั้น แต่จะมีการปรับเรื่องรสชาติให้อ่อนลง ชาวต่างชาติทานได้ด้วย  ดังนั้นภาพที่เห็นจึงดูจืดๆ เพราะลดพริกกะกระเทียมลงเยอะมาก  แต่ก็ยังคงความอร่อยอยู่นะ ไม่ยุ่งยาก ทำง่ายอย่าคิดเยอะ ใครๆ ก็ทำได้ เอาหล่ะ เราไปดูกันว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง

 

ส่วนผสมปลาหมึกยัดไส้สำหรับ  4  ท่าน

  1. ปลาหมึกตัวโตๆ                   2   ตัว
  2. หมูสับ                             100  กรัม
  3. กุ้งสับ                                30   กรัม
  4. กระเทียม
  5. รากผักชี            (ไม่ได้ใส่เพราะที่บ้านหาไม่ได้จ้า)
  6. พริกสด
  7. น้ำปลา
  8. มะนาว
  9. เกลือ
  10. พริกไทย
  11. น้ำตาล

ส่วนผสมน้ำราด

  1. กระเทียม
  2. พริกสด
  3. น้ำปลา
  4. น้ำมะนาว
  5. น้ำตาลปี๊บ

ขั้นตอนการทำ

  1. เตรียมทำน้ำราดไว้ นำน้ำมะนาวผสมกระเทียม พริกขี้หนู น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ ให้เข้ากัน ชิมรสให้ได้รสจัด เปรี้ยว เค็ม หวาน เรียกได้ว่ารสชาติตามใจฉัน  แล้วพักไว้ก่อน
  2. ล้างปลาหมึกให้สะอาด ทั้งด้านนอกและด้านใน  จากนั้นให้ใช้มีดกรีดส่วนปลายปลาหมึกให้เป็นรูนิดนึง เวลาใส่ไส้จะได้ง่ายขึ้น พักไว้
  3. โขลกพริกไทย รากผักชี กระเทียม ให้ละเอียด (จริงๆ อันนี้เราไม่ได้ใส่เลย เพราะกลัวว่ากลิ่นมันจะแรงเกินไป) ถ้าไม่ใส่ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปเลยจ้า
  4. นำหมูสับกับกุ้งสับลงในชาม  ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ น้ำตาล พริกไทย ตามความชอบเลย แล้วใช้มือคลุกเคล้าให้เข้ากันSteam Squid with Lemon Sauce 7
  5. นำหมูยัดเข้าไปในปลาหมึกอย่าให้แน่นจนเกินไป ให้เหลือส่วนหัวเล็กน้อย เวลาสุกไส้จะได้ไม่ทะลักออกมา ยัดไส้ให้ทั่ว  จากนั้นก็ใช้มีดบั้งตัวปลาหมึกเป็นท่อนๆ แต่อย่าให้ทะลุถึงด้านล่างนะSteam Squid with Lemon Sauce 6
  6. นำหม้อนึ่งขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเดือดให้ใส่จานปลาหมึกที่เตรียมไว้ลงไปนึ่ง แล้วปิดฝา นึ่งไปได้สักพัก พอเห็นว่าตัวปลาหมึกเริ่มตึงๆ ให้นำน้ำราดมาราดให้ทั่วตัวปลาหมึก แล้วปิดฝานึ่งต่อไปให้ปลาหมึกสุก แล้วยกลงSteam Squid with Lemon Sauce 8
  7. ใครจะจัดจานเสิร์ฟเลยก็ได้ หรือกลัวว่าไม่เผ็ดสะใจ ก็เติมน้ำราดลงไปอีกก็ได้นะคะ  บางคนจะนำมาหั่นเป็นแว่นๆ แล้วค่อยราดน้ำอีกที แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล แค่นี้ก็เสร็จแล้วจ้าSteam Squid with Lemon Sauce 9

ไม่ได้ราดน้ำยำอีกทีนะคะ เพราะกลัวจะเผ็ดเกินไป

จะจัดเสิร์ฟพร้อมผักสดได้ยิ่งดีค่ะ พักแตงกวา สลัด หอม

พอดีวันนี้ทำหลายอย่างไม่มีเวลาจัดจานสวยๆ ถ่ายรูปค่ะ

Steam Squid with Lemon Sauce 5

นี่เลยจานนี้สิตัวอย่างที่ดี ถูกปากคนไทยชอบเผ็ดๆ แน่นอน

แต่เราไม่ได้ทำเองนะคะ รูปนี้เอามาจากเน็ตจ้า

แต่น่าอร่อยจริงๆ  เห็นแล้วน้ำลายไหล ฮะฮะฮะ

ยิ่งแทบกับจานของเราแล้ว เหมือนทำให้เด็กทาน ฮะฮะ

Steam Squid with Lemon Sauce 3

จานนี้ก็จัดได้สวยมาก น่าทาน รู้สึกว่าเค้าจะไม่ลอกเอาหนังด้านนอกออกนะคะ

แต่ก็ดูน่าทานไปอีกแบบนึงนะ

Steam Squid with Lemon Sauce 2

หรือจะนำปลาหมึกไปนึ่งเลย โดยไม่ใส่ไส้ยังได้

ใครชอบแบบไหนก็เอาไปปรับให้เข้ากับครอบครัวตัวเองนะคะ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ….บายค่า

 

Categories: อาหารไทย | Tags: , , , , , | Leave a comment

Budino di Riso

Budino di Riso 3

          ขนมชนิดนี้มีแต่เคยซื้อทาน ไม่เคยทำเองสักที  พอดีเห็นข้าวชนิดที่เอามาทำขนมเหลือที่บ้านก็เกิดความอยากลองทำเองดูบ้าง ว่าแล้วก็เปิดเน็ตหาสูตรที่เหมาะกับวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วที่บ้าน  ได้สูตรนี้มาท่าทางจะเข้าท่าดี จากเว็ป cookaround.com  ตามลิงค์ไปดูเจ้าของสูตรได้เลยจ้า  เค้าทำไว้ละเอียดดีแล้วนะ เราก็เอามาปรับเป็นรสชาติตามที่เราชอบเอาเองเนอะ  เอาหล่ะไปดูกันว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง

ส่วนผสมสำหรับตัวแป้ง (Frolla)

  1. แป้งอเนกประสงค์               300   กรัม
  2. เนย                                  150   กรัม
  3. น้ำตาล                             100   กรัม  (ใครไม่ชอบหวานก็ลดลงนะคะ)
  4. ไข่ไก่                                    1   ฟอง
  5. ไข่ไก่เฉพาะไข่แดง                 1   ฟอง
  6. กลิ่นวนิลา                             1   ซอง  (เป็นแบบน้ำก็ 1 ช้อนชา)

Budino di Riso 1

 

ส่วนผสมครีมข้าว (Crema di Riso)

  1. นมสด                           1   ลิตร
  2. ข้าว originario         250   กรัม
  3. น้ำเปล่า                   200   มิลลิลิตร
  4. ไข่ไก่                          2   ฟอง  (แยกไข่แดง- ไข่ขาว)
  5. น้ำตาล                    150   กรัม
  6. ผิวเลมอน                     1  ผล  (อย่าขูดโดนส่วนสีขาวนะเดี๋ยวจะขม)
  7. กลิ่นวนิลา                    1   ช้อนชา (ใครมีแบบไหนก็ใช้แบบนั้นนะ)
  8. เกลือป่นเล็กน้อย  (ใส่ตัดหวานเฉยๆ)

Budino di Riso 2

ขั้นตอนการเตรียมตัวแป้ง (Frolla)

  1. เทแป้ง กลิ่นวนิลา และน้ำตาลใส่ชามผสม ตามด้วยเนย ที่หั่นเป็นลูกเต๋า แล้วใช้มือผสมขยำ หรือเรียกว่าใช้นิ้วมือค่อยๆ บี้เนยให้เข้ากับแป้ง
  2. จากนั้นใส่ไข่ไก่ทั้งฟอง  1 ฟองและเฉพาะไข่แดง 1 ฟอง แล้วใช้มือผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันจนเนียน
  3. ใช้พลาสติกใสพันส่วนผสมที่ได้ แล้วนำเข้าตู้เย็น พักไว้ก่อนในระหว่างที่เราหันไปทำครีมข้าวBudino di Riso 8

 

ขั้นตอนการทำครีมข้าว (Crema di Riso)

  1. นำข้าวไปล้าง สัก 2 ครั้งแล้วเทน้ำทิ้งให้หมด
  2. นำนมเทใส่หม้อแล้วเป็นไฟปานกลางไปทางอ่อน แล้วใส่ข้าวลงไป
  3. ขูดผิวเลมอนใส่ลงไป 1 ผล และเติมกลิ่นวนิลา หากใครใช้ฝักวนิลาจะหอมมากขึ้นBudino di Riso 9
  4. หมั่นคนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าวใกล้สุก แล้วค่อยเติมน้ำตาล และเกลือเล็กน้อยลงไป คนให้น้ำตาลละลายให้หมด  อย่าเติมน้ำตาลตั้งแต่ต้นเพราะน้ำตาลจะทำให้ไปเพิ่มความข้นของนมและข้าวทำให้ข้าวง่ายต่อการไหม้ติดก้นหม้อมากขึ้น  ระวังอย่าใช้ไฟแรงเกินไปด้วยนะคะ  ลองชิมรสดู ให้ออกหวานมากนิดนึง เพราะเวลาทานกับตัวแป้งแล้วมันจะพอดี  แต่หากทานอย่างนี้เลยก็ลดน้ำตาลลง  จากนั้นพักข้าวให้เย็น
  5. แยกไข่แดง และไข่ขาว 2 ฟอง   ส่วนของไข่ขาวนำไปตีให้ขึ้นฟูพักไว้ก่อน  ไข่แดงนำไปคนผสมกับข้าวให้เข้ากัน พอเข้ากันแล้วให้นำไข่ขาวมาตะล่อมจนส่วนผสมเข้ากันดีBudino di Riso 10
  6. เปิดเตาอบไว้ที่ 180 c° ระหว่างรอให้นำแป้งออกจากตู้เย็น  ตัดเป็นก้อนเล็กๆ  แผ่ออกแล้วนำไปกรุลงพิมพ์ ที่ทาเนยไว้แล้ว  อย่าให้หนาหรือบางจนเกินไป ใช้ส้อมจิ้มที่ตัวแป้งให้ทั่ว
  7. ตักครีมข้าวที่เตรียมไว้แล้วลงไปให้สูงสัก 3/4 ของแผ่นแป้ง เผื่อให้ครีมขึ้นฟูด้วยจะได้ไม่ทะลักออกจากพิมพ์
  8. นำเข้าเตาอบใช้เวลาประมาณ 30 นาที หรือจนกระทั่งสุก  นำออกจากพิมพ์พักให้เย็นBudino di Riso 11
  9. ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง  โดยปกติขนมชนิดนี้ทานที่อุณหภูมิห้อง ไม่จำเป็นต้องทานขณะร้อนๆBudino di Riso 5

ถ้าไม่อยากให้ด้านหน้าของครีมข้าวแห้งแข็ง

ระหว่างอบ 10 นาทีแรกให้ใช้แผ่นอลูมิเนียมคลุมไว้

แล้วเอาออกอบต่ออีก 20 นาที จะช่วยลดการไหม้ด้านหน้าครีมข้าวได้

Budino di Riso 4

เสียดายที่ตัวเองต้มข้าวสุกน้อยไปหน่อย

น่าจะเติมนมเพิ่มอีกสักนิด พออบสุกออกแล้ว

มันแห้งไปนิดนึง อยากให้เป็นครีมมากกว่านี้

แก้ตัวคราวหน้าละกันเนอะ

 

Budino di Riso 7

ไม่ยากใช่มั้ยหล่ะ ลองเอาไปทำที่บ้านดูนะคะ

จะใช้เวลานานก็ช่วงทำครีมข้าวนี่แหล่ะ

เก็บไว้ทานได้ไม่เกิน 3 วัน เพราะมีส่วนผสมของไข่จะเสียง่าย

ส่วนผสมวันนี้ทำได้ทั้งหมด 16-17 ชิ้น

หากคาดว่าทานไม่หมดให้ลดปริมาณส่วนผสมลงครึ่งนึงนะคะ

Categories: ขนมเค้ก | Tags: , , , , , | Leave a comment

Risotto al Pecorino con Quaglia Glassato

Risotto al Pecorino con Quaglia Glassato

 

เมนูที่จะนำเสนอในวันนี้เป็นเมนูสำหรับทำทานกันในฤดูใบไม้ผลิ คนที่นี่เค้าค่อยข้างจะทานอาหารตามฤดูกาลมากกว่าบ้านเรา เห็นสามีซื้อ นกกระทา (Quaglia) ตอนลดราคามาแช่แข็งไว้นานแล้ว เปิดเน็ตหาสูตรแปลกๆ ที่ไม่เคยทำลองดูบ้าง เจอสูตรนี้ถูกใจเลย แต่ทำค่อยข้างยากหน่อยนะคะ ขั้นตอนเยอะจัด ใช้เวลาในการทำนานมากกว่าปรกติ แต่ทำออกมาแล้วอร่อย ไฮโซ สมกับการรอคอยค่า  เอ๊ะ…ถ้าบ้านเราไม่มีนกกระทาขายน่าจะใช้ไก่แทนได้ สูตรออริจินัลเค้าทำออกมาสวยมากBELLA SOPRA META'

ตามไปสูตรได้ที่ Risotto al Pecorino con Quaglia Glassato

เห็นแล้วน่าทานมากๆ ตามลิงค์ไปเลยนะคะ

ไม่อยากเอามาเทียบกับของตัวเองเล๊ย….อายค่า

ส่วนผสม สำหรับ 4 ท่าน

  1. ข้าว Carnaroli                    300   กรัม  (เราใส่เกือบ 400 กรัม เด็กๆ ชอบ)
  2. นกกระทา (Quaglia)                4   ตัว
  3. หัวหอมใหญ่                             2   หัว  (ขนาดไม่ใหญ่มาก)
  4. แครอท                                    2   หัว
  5. เซเลอรี (sedano)                   2   ก้าน  (ใช้แต่ก้าน)
  6. Thymus (Timo)                   5-6   ก้าน
  7. อบเชย (cannella)                   1   ก้าน
  8. กานพลู (chiodo di garofano)          4-5  ก้าน
  9. ลูกสน  (ginepro)                     3    ลููก
  10. ใบกระวาน (alloro)                2-3  ใบ
  11. ชีส Pecorino ขูด               50-60   กรัม     (ออริจินัลเค้าใช้ Pecorino มาจาก Pienza )
  12. น้ำมันมะกอก                          100   กรัม
  13. น้ำซุปที่ทำมาจากกระดูกนกกระทา      1   ลิตร
  14. น้ำผึ้ง                                       1   ช้อนโต๊ะ  (ใช้ชนิด Miele di Castagno จะออกหวานปนขมนิดๆ)
  15. เกลือป่น
  16. ไวน์แดง                                   1   แก้ว

 

ส่วนผสมสำหรับหน่อไม้ฝรั่ง

  1. หน่อไม้ฝรั่ง                        12  ก้าน  (แล้วแต่ความชอบของแต่ละบ้านนะคะ)
  2. น้ำมันมะกอก
  3. น้ำซุปนกกระทา                 2   ช้อนโต๊ะ
  4. ชีส Pecorino ขูด            1-2  ช้อนโต๊ะ

 Risotto al Pecorino con Quaglia Glassato 1

รูปเครื่องปรุงบางส่วนนะคะ ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูทั้งหมด

ขั้นตอนการเตรียมน้ำซุปนกกระทา

  1. นำนกกระทามาล้างให้สะอาด ซับน้ำให้แห้ง แล้วนำตัดส่วนน่องและอกออกไป เก็บไว้ก่อน จากนั้นแยกส่วนปีก และโครงกระดูกออกRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 2
  2. ใส่น้ำลงในหม้อ 1 ลิตรครึ่ง แล้วใส่โครงกระดูกนกกระทาทั้งหมดลงไป  ก้านเซเลอรี  หอมหัวใหญ่ผ่าครึ่ง กานพลู  ใบกระวาน แครอท และเติมน้ำมันมะกอกเล็กน้อย ปรุงด้วยเกลือ เปิดไฟแรง พอเดือดให้ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ปิดฝาต้มไปอีกประมาณ 45 นาที
  3. หมั่นช้อนฟองด้านบนออกด้วย เพราะจะทำให้น้ำซุปขุ่นได้
  4. พอน้ำซุปได้ที่ เปิดไฟอ่อนๆ อุ่นไว้ก่อนRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 3

 

ขั้นตอนการเตรียมซอสไวน์แดง

  1. เปิดเตาอบไว้ที่ 200 c° รอไว้ก่อน
  2. นำถาดหรือชามสำหรับเข้าเตาอบได้ ใส่ส่วนปีก และกระดูกส่วนอื่นที่เหลือลงไป ใส่แครอท  ก้านเซเลอรี  หัวหอมใหญ่แล้วนำเข้าเตาอบเป็นเวลา 15-20 นาที
  3. เมื่อครบเวลา นำถาดออกจากเตา แล้วนำหม้อใบกลางๆ ตั้งไฟ ใส่น้ำมันมะกอกลงไป ตามด้วย Thymus (Timo)  อบเชย ลูกสน แล้วใส่กระดูกนำกระทาพร้อมผักทั้งหมดลงไป
  4. พอผัดไปได้สักพักให้เติมไวน์แดงลงไป  รอให้ไวน์ระเหยให้หมดใช้เวลาประมาณ 4-5 นาที
  5. เติมน้ำซุปนกกระทาลงไปให้ท่วมผักและกระดูก ปรุงด้วยเกลือ แล้วลดไฟลงเป็นไฟกลางค่อนข้างอ่อน เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนน้ำซอสงวดได้ที่
  6. กรองเอาแต่น้ำซอสไว้ใช้ พักไว้ก่อนRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 10

 

ขั้นตอนการเตรียมหน่อไม้ฝรั่ง

  1.  ล้างหน่อไม้ฝรั่งให้สะอาด  ตัดเอาส่วนที่แข็งๆ ออกไป จากนั้นนำไปนึ่งให้พอสุก ไม่ต้องถึงขนาดสุกจนเละ
  2. นำมาหั่นเป็นท่อนๆ ให้ยาวประมาณ 6 ซม.  แยกเอาท่อนบนออกมาพักไว้ก่อนRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 14
  3. ส่วนท่อนล่างนำมาใส่ในโถปั่น  ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อย ใส่ชีส Pecorino ขูดประมาณ 20-30 กรัม แล้วแต่ความชอบเลย ปรุงด้วยเกลือ และพริกไทย ปั่นให้ละเอียด หากข้นเกินไปให้เติม น้ำซุปนกกระทา หรือน้ำต้มหน่อไม้ฝรั่ง เอาพอให้เป็นครีมข้น พักไว้ก่อน อย่าเอาไปใส่ในตู้เย็นนะ พักไว้ข้างนอกนี่แหล่ะRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 15

 

  

ขั้นตอนการเตรียม Risotto al Pecorino และนกกระทา

  1. สับหัวหอมใหญ่ให้ละเอียด   ตั้งกระทะใบใหญ่สักหน่อย ใส่น้ำมันมะกอกลงไป เปิดไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อนก็นำหัวหอมใหญ่ลงไปผัด ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน ผัดไปเรื่อยๆ จนหัวหอมใหญ่สุกและนิ่ม ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
  2. นำข้าว Carnaroli  ลงไปผัดกับหัวหอมผัดไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเริ่มแห้งจนผัดยากขึ้น ให้เริ่มเติมน้ำซุปนกกระทา (เราแอบแกะเศษเนื้อติดกระดูกลงไปด้วย เพราะความเสียดายที่จะทิ้งไปเฉยๆ) เติมพอท่วมนิดหน่อย คนไปเรื่อยๆ อย่าทิ้งไว้เฉยๆ เพราะข้าวจะไหม้ติดกระทะRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 18
  3. ระหว่างนี้ ก็ตั้งกระทะอีกใบ ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อยเพือย่างนกกระทาในกระทะ พอกระทะร้อนได้ที่ก็นำส่วนอก และน่องนกกระทาลงไปย่าง พอเหลืองค่อยกลับด้าน  นกกระทาสุกง่ายมาก เพราะตัวเล็กนิดเดียวRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 19
  4. ระหว่างรอกลับด้านนกกระทาของเรา เราก็คนข้าวของเราไปด้วย  หากน้ำซุปแห้งลงก็เติม อ้อ…ใช้ไฟปานกลางไปทางอ่อนนะคะ อย่าใจร้อน ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ปรุงด้วยเกลือ พริกไทย จนข้าวสุก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
  5. พอข้าวสุกให้ปิดไฟ แล้วใส่เนยสด  และชีส Pecorino ขูดลงไป คนให้เนยและชีสละลายเข้ากัน พักไว้ รอนกกระทาสุกRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 21
  6. พอย่างนกกระทาสุกแล้ว ให้ปรุงด้วยเกลือ พริกไทย แล้วใส่น้ำผึ้งลงไป  ชิมรสตามใจชอบคนให้น้ำซอสเคลือบนกกระทาให้ทั่ว ระวังจะไหม้ เพราะมีส่วนผสมของน้ำผึ้ง  Risotto al Pecorino con Quaglia Glassato 20
  7. เสร็จแล้วก็มาจัดจานกัน  โดยตักข้าวใส่จานก่อน  ราดด้วยซอสไวน์แดงรอบๆ ข้าว  ส่วนด้านบนให้ราดครีมซอสหน่อไม้ฝรั่งพร้อมใส่หน่อไม้ฝรั่งด้วย  สุดท้าย หั่นอกนกกระทาเรียงลงไปตามด้วยน่อง ให้สวยงาม อาจจะตกแต่งด้วย ใบอะไรสักอย่างเป็นอันเสร็จแล้ว  ได้กินสักทีRisotto al Pecorino con Quaglia Glassato 16

เสียดายที่ซอสไวน์แดงยังไม่ได้ที่เลย จะต้องเคี่ยวให้งวดกว่านี้อีก

แต่เด็กๆ บ่นหิวมากแล้ว จำต้องพอแค่นี้

ทำให้เวลาราดรอบๆ ข้าวจะมองแทบไม่เห็นสีไวน์แดงเลย

Risotto al Pecorino con Quaglia Glassato 17

แถมอีกรูปใกล้ๆ  เมนูค่อนข้างยุ่งยาก

เอาเป็นว่าใครจะนำไปดัดแปลงเป็นสูตรที่ง่ายกว่านี้ ก็ไม่ว่ากันนะ

อร่อยมากเลย ข้าวก็อร่อยซอสหน่อไม้ฝรั่งก็หอม นกกระทาก็แซ่บ

ไม่น่าเชื่อทานรวมกัน เข้ากันดีจริงๆ

เอาหล่ะ  คราวหน้าจะเอาสูตรของหวานมาลงให้ดีกว่า

สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ….สวัสดีค่า

 

 

Categories: อาหารจานแรก | Tags: , , , , , | Leave a comment

Roll di Tacchino

Tacchino Roll

          วันนี้จะพาทำอาหารง่ายมากถึงมากที่สุด แทบจะไม่ได้ปรุงอะไรเลยด้วยซ้ำ เด็กๆ ก็น่าจะทำได้ ใครมีลูกก็พากันมาทำเมนูนี้กันนะคะ สนุกสนานจริงๆ หน้าตาก็น่าทานด้วย เด็กๆ น่าจะชอบเพราะมีส่วนประกอบของชีสด้วย ส่วนประกอบก็มีไม่เยอะ หาง่ายด้วย ดัดแปลงก็ง่าย ใส่ของที่ตัวเองชอบก็ได้นะคะ

ส่วนประกอบ

  1. อกไก่งวง  หรือจะเป็นอกไก่ธรรมดาก็ได้        2  อก (น้ำหนักเท่าไหร่ก็ไม่รู้นะคะ)
  2. แฮมดิบ                                                    130   กรัม (หรือ 1 ห่ออย่างที่เห็น วันนี้ใช้แฮมดิบนะคะ)
  3. ชีส                                                           5-6   แผ่น  (ชีสแผ่นที่เราเอาไว้ทำแซนวิสนี่แหล่ะค่ะ)
  4. เกล็ดขนมปัง
  5. โรสแมรี่
  6. เนยสด

Tacchino Roll 1

ที่เห็นใช้เนื้อไก่งวงไม่หมดนะคะ แบ่งนำไปทำไก่งวงชุปแป้งทอดด้วย

ขั้นตอนการทำ

  1. เปิดเตาอบไว้รอเลยที่ 180 c°
  2. นำอกไก่มาล้าง แล้วซับให้แห้ง แบ่งอกไก่เป็น 2 ส่วนก่อน แล้วค่อยนำมาแล่ให้เป็นแผ่นๆ อย่าบางเกินไปเดี๋ยวจะขาด หรือหนาเกินไปก็ม้วนยาก
  3. เมื่อได้ไก่ที่เป็นแผ่นๆ แล้ว นำพลาสติกมาคลุมด้านบน แล้วทุบให้แบนลงไปอีก ไม่ต้องทุบจนเละนะคะ เอาแค่ให้เนื้อนุ่มและแบนกว่าเดิมแค่นั้นก็พอTacchino Roll page 1
  4. เอาแผ่นพลาสติกออกไป แล้วนำชีสมาเรียงไว้ ให้เหลือขอบด้านข้างและด้านที่จะม้วนปิดท้ายไว้หน่อยนะคะ
  5. นำแผ่นแฮมดิบมาวางทับอีกชั้น  ไม่ต้องปรุงอะไรเลยนะ เพราะแฮมดิบมีความเค็มมากอยู่แล้ว หรือถ้าใครใช้แฮมสุก ก็อาจจะใส่เกลือนิดหน่อยก็ได้ แต่เราว่าเอาไว้ใส่ตอนสุกแล้วกันไว้ดีกว่า เผื่อจะเค็มเกินไปแล้วแก้ยากTacchino Roll page 2
  6. เอ้า…ม้วนไปเลยค่าไม่ต้องแน่นมากนะคะ ม้วนไปธรรมดานี่แหล่ะ จากนั้นหาไม่จิ้มฟันมากลัดไว้ไม่ให้คลายตัวออกเวลานำเข้าเตาอบ ใช้มีคมๆ หั่นเป็น 3 ท่อน แล้วนำไปเรียงใส่ถาดที่ทาน้ำมันมะกอกไว้แล้วเพื่อกันติดก้นถาดมากไป ทำแบบนี้ไปจนหมดไก่ที่เราเตรียมไว้Tacchino Roll page 3
  7. นำโรสแมรี่มาปักไว้ตรงกลางเพื่อเพิ่มความหอม จริงๆ แล้วต้องนำตัวไก่ไปชุปเกล็ดขนมปังก่อนตัดเป็นท่อนๆ นะคะ แต่ตัวเองลืมเลยมาชุปตอนนี้Tacchino Roll page 4
  8. ตัดเนยใส่ไว้ด้านบนไก่ม้วนของเรา เพื่อกันไม่ให้ไก้แห้งจนเกินไป ไม่ต้องเยอะนะคะนิดเดียวเองTacchino Roll 14
  9. นำเข้าเตาอบได้ ใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 10-15 นาที ให้หมั่นดูด้วยเอาพอให้ไก่สุกเป็นใช้ได้  Tacchino Roll 15
  10. พอไก่สุกแล้วก็จัดใส่จานเสิร์ฟได้เลยค่า วันนี้ทานคู่กับผัดผักรวมมิตรนะคะTacchino Roll page 5

Tacchino Roll 17

เสร็จแล้วค่า ง่ายใช่มั้ยหล่ะ บอกแล้วง่ายจริงๆ

ทานคู่กับผัดผักรวมมิตรกับอกไก่ชุปเกล็ดขนมปังทอด

เห็นชีสทะลักออกมาแบบนี้แล้วนำลายไหล ฮะฮะฮะ

เด็กๆ ชอบจริงๆ นะคะ ต้องทานตอนร้อนๆ ไก่จะได้ไม่แข็งมาก

เอ้า…ลองเอาไปดัดแปลงทำที่บ้านตัวเองดูนะคะ

 

Categories: อาหารจานหลัก | Tags: , , , , | Leave a comment