browser icon
You are using an insecure version of your web browser. Please update your browser!
Using an outdated browser makes your computer unsafe. For a safer, faster, more enjoyable user experience, please update your browser today or try a newer browser.

เมืองเวนิส (Venezia)

Venice_Italy8

 ทีมา : destinationtour.blogspot.com

 

 เมืองเวนิส หรือที่ชาวอิตาลีเรียกว่าเวเน็ตเซีย (Venezia) เป็นเมืองหลวงของแคว้น เวเนโต (Veneto) มีประชากร  271,663 คน (ข้อมูลวันที่ 1 มกราคม 2004 )  เมืองเวนิสสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กเกาะน้อย จำนวน 118 เกาะ  เข้าด้วยกันในบริเวณ ทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ทะเลอาเดรียติกทางภาคเหนือของ ประเทศอิตาลี  ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ  มีผู้อยู่อาศัยนับรวมทั้งหมดประมาณ 272,000 คน แยกเป็นบริเวณเมืองเก่าที่เป็นเกาะ 62,000 คน   บนแผ่นดินใหญ่ที่เรียกว่า แตร์ราแฟร์มา (Terraferma) 176,000 คน และอีก 31,000 คนตามเกาะต่างๆ ในทะเลสาบ
ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวของอิตาลี เมืองเวนิส ดูจะเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากทุกเมืองในโลก เป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบที่สวยงามจนได้ฉายาว่าเป็น “ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก” ( The Queen of the Adriatic) หรือ “เมืองแห่งสายน้ำ” (The City of Water) ที่มีคลองสำหรับใช้สัญจรแทนถนนมากกว่า 150 สาย หรือ “เมืองแห่งสะพาน” ( The City of Bridges) ที่ มีสะพานเชื่อมคลองมากกว่า 400 แห่งที่โดดเด่นเป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวอีกทั้งยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งศิลปวัฒนธรรมและดนตรียามค่ำคืน (The City of Light) ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักและใฝ่ฝันอยากมาเทียวชมสักครั้งในชีวิตเมืองเวนิสเป็นที่รู้จักกันมาช้านานในประวัติศาสตร์ ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการเดินเรือและการค้าของทวีปยุโรปนับพันปี นอกนั้นในแวดวงวรรณกรรม เมืองเวนิสเป็นที่รู้จักจากบทประพันธ์ของวิลเลียม เชคสเปียร์  (William Shakespeare) เรื่อง “พ่อค้าแห่งเวนิส” ( The Merchant of Venice) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงนำมาประพันธ์เป็นบทละครชื่อ“เวนิสวานิช”แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือบทประพันธ์เรื่อง “โรเมโอและจูเรียต” (Romeo and Juliet) ที่เชื่อกันว่าเวนิส คือบ้านเกิดของของทั้งคู่ ผู้สร้างตำนานรักอมตะที่ต้องจบชีวิตลงเพราะความแค้นของบรรพบุรุษสองตระกูล  เมืองเวนิสยังเป็นเมืองที่ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโกซึ่งได้แก่ ตัวเมืองและคลองต่างๆ ความงดงามของเวนิสทำให้ถูกใช้เป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง ส่วนคนไทยดูเหมือนจะรู้จักและเกี่ยวข้องกับเวนิสจากการที่กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรของเราได้รับการเรียกขานว่าเป็น “เวนิสตะวันออก” ดังนั้น การได้มีโอกาสมาเที่ยวชมเมืองเวนิสของจริง จึงอดตื่นตาตื่นใจในความงดงามและเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ ของเมืองมรดกโลกแห่งนี้ไม่ได้

 *** ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก  Meetawee Tour Co.,Ltd.

prima1

 ที่เราได้ไปเที่ยวเวนิสครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณญาติของสามีที่ให้ของขวัญแต่งงานเป็นที่พักใกล้เมืองเวนิส 2 คืน ชื่อโรงแรมอะไรจำไม่ได้แล้ว เป็นโรงแรมใหม่ซะด้วยห้องใช้ได้เลยทีเดียว เราเดินทางกันด้วยรถยนต์ระยะทางจากเมืองฟลอเรนซ์ถึงเวนิส  257 กิโลเมตร โดยปรกติใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง กับ 30 นาที แต่วันที่เราออกเดินทางโชคไม่ดีเลย ฝนตกหนัก หมอกลงหนา รถเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถติดยาวเลย ด้วยความที่เราขับไปแวะไป หาอะไรทานไป กว่าจะถึงที่พักก็เย็นพอดีเลย เอาหล่ะเกริ่นมาซะยาวเลย  พร้อมออกเดินทางด้วยกันรึยัง …ถ้าพร้อมกันแล้วขึ้นรถแล้วไปกันเล๊ย

 เช้าวันแรก ตื่นเช้ากันหน่อย ออกเดินทางประมาณ 8-9 โมงเช้า  เฮอๆ ไม่เช้ามากหรอกเนอะ ทานอาหารเช้ากันก่อนหล่ะ ช่วงเราไปเที่ยวตรงกับเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่น่าเที่ยวของเวนิส เพราะอากาศจะแปรปรวน หนาวและฝน บางครั้งฝนตกมากๆ น้ำจะท่วม เราก็จะได้เดินลุยน้ำเที่ยวกัน ฮะฮะฮะ  แต่ในความโชคดีของเรานิดนึง วันที่ไปถึงฝนไม่ตก แต่ฟ้าปิดถ่ายรูปออกมาดูมัวๆ หน่อยนะคะ

page1

 เราขับรถไปกันเอง แต่หลายคนแนะนำให้ใช้รถไฟก็สะดวกดีนะคะ  เพียงแต่เราคิดว่าจะแวะเที่ยวเมืองเล็กๆ รายทางด้วย หากใช้รถไฟคงจะลำบากเรื่องตารางเวลา  พอขับออกจากฟลอเรนซ์ฝนก็ตกกระหน่ำเลย เส้นทางที่จะไปต้องผ่านเมืองโบโลนญ่า ขึ้นว่าเป็นเส้นทางที่หมอกลงจัดใครๆ ก็รู้กัน และต้องทำใจไว้ด้วยว่ารถติดแน่ๆ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ  รถเราก็คลานกันไป 30 km/h สักพักใหญ่ๆ ก็เหลือบเห็นแสงสว่างอยู่ไกลๆ โน่น…..ไชโย เรากำลังจะพ้นทุกข์กันแล้ว เย้ เย้!! (ชักจะทำตัวเหมือนเด็กสติไม่เต็มอีกละ) ไปกันต่อดีกว่า

page2

 พอใกล้จะถึงเมืองโบโลนญ่า แดดออกด้วย ฟ้าเปิดดูดีเชียวพื่อนๆ อยากให้ที่เวนิสเป็นแบบนี้จะได้ถ่ายรูปออกมาสวยๆ  ว่าแล้วแวะ Autogrill หาของว่างและกาแฟทานกัน พักซักหน่อยเดี๋ยวคนขับจะง่วงซะก่อน  ยืดเส้นยืดสายแล้วไปกันต่อเลย

page3

 บ่ายกว่าๆ แล้วชักจะหิวแวะหาอะไรทานกันก่อนดีกว่า ทางผ่านของเราจะร้านอาหารร้านนึงซึ่งมีคนแนะนำเรามา แต่ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน ต้องขอโทษจริงๆ พยายามรื้อฟื้นความทรงจำเมื่อ 2 ปีก่อนแล้วจำไม่ได้จริงๆ ถามคุณสามียิ่งแล้วใหญ่เลย  เอาเป็นว่าเป็นร้านอาหารที่บรรดานักเดินทางต้องแวะไปทาน ราคาถูก อาหารอร่อย ปริมาณก็เยอะ ดีจริงๆ นะ  ที่ไม่ได้ถ่ายรูปในร้านอาหารมาให้ดู เพราะเราเป็นคนเอเชียคนเดียวในนั้น แค่นี้ก็เป็นเป้าสายตาแล้ว หากควักกล้องมาถ่ายรูปอาหารอีก เค้าจะว่า อีนี่บ้ารึป่าว ฉะนั้นสำรวมไว้ดีกว่าเนอะ พอทานเสร็จมุ่งหน้าหาโรงแรมกัน ใช้เนวิเกเตอร์สะดวกดี เราได้ห้องเกีอบบนสุด มองไปเห็นห้องอาหารด้านล่างด้วย แต่วิวไม่สวยเลยเพราะน่าจะเป็นโซนเมืองที่เค้าทำงานกันมากกว่า เห็นมีแต่โรงงานและบริษัทเยอะมาก มาถึงเย็นแล้วหลังจากเช็คอิน เก็บข้าวของเข้าห้องน้ำ ก็ออกไปขับรถวนดูภายในตัวเมืองนี้กันว่ามีอะไรบ้าง หาร้านทานข้าวเย็นไว้เลย ก่อนกลับมานอนที่โรงแรม หมดไปกับหนึ่งวันเต็มๆ กับการเดินทางที่แสนจะไม่เร่งรีบ พรุ่งนี้ออกไปเที่ยวแต่เช้า  ถามทางพนักงานไว้ดีกว่าว่าขึ้นรถบัสที่ไหน ต่อรถไฟที่ไหน

  page4

   เช้าวันที่สอง เวลา 8 โมงหลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมแล้ว ออกเดินทางโดยรถบัสที่หน้าโรงแรมเลย สะดวกแฮะ ไปต่อรถไฟที่สถานีใกล้ที่สุด จากนั้นใช้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงหรือ 45 นาทีนี่แหล่ะ ก็ถึงเมืองเวนิสแล้ว  เรามีเวลาเดินเที่ยวแค่ 1 วันฉะนั้นเลือกเดินชมเส้นทางยอดนิยมกันดีกว่า วันนี้เราจะพาเดินย้อนชมจากหลังมาหน้า  แต่ก่อนอื่นซื้อตั๋วเรือกันก่อนเค้ามีหลายแบบให้เลือกเราเลือกแบบใช้ได้  1 วัน ดูเวลาด้วยนะว่าเที่ยวสุดท้ายออกเมื่อไหร่ที่ไหนบ้าง แล้วเราจะอยู่ที่ไหนตอนนั้น วางแผนไว้จะได้ไม่ลนลานพอถึงเวลาจะกลับ   อ้อ….เกือบลืมไปซื้อตั๋วรถไฟขากลับไว้รอด้วยจะได้รู้เวลาว่าควรเดินกลับมาถึงที่สถานีตอนไหน ขนาดไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวคนเยอะเหมือนกันเนอะ คิดว่าถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่เค้ามีเทศกาลกันคงเบียดเสียดกันน่าดู

ven4

สีแดงจุดขึ้นเรือโดยสารตอนลงจากรถไฟ ไปลงที่สถานีตรงจุดสีน้ำเงินที่เราจะเริ่มเดินกัน

ตรงสถานี  มหาวิหารซานมาร์โค (St.Mark’s Basilica) สัญลักษณ์แห่ง เวนิส 

page5

กว่าจะถึงเวลาเรือโดยสารออก หาวิวสวยๆ ถ่ายรูปกันก่อนเนอะ

ฟ้าไม่เปิด รูปออกมาดูขมุกขมัวหน่อยๆ แต่ก็สวยไปอีกแบบนะเราว่า

หาซื้อแผนที่ไว้เลยดีกว่าจะได้กำหนดได้ ว่าเดินเส้นไหน ใกล้อะไร จบที่ไหน

 เมืองเวนิสตั้งอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ 4 กิโลเมตร ปัจจุบันมีสะพานยาวสำหรับรถยนต์และรถไฟจากแผ่นดินใหญ่ไปถึงตัวเมือง นักท่องเที่ยวที่ขับรถยนต์มาเองจะต้องจอดรถในอาคารจอดรถขนาดใหญ่ด้านขวามือในอัตราเดียวกันคือ 24 ยูโรต่อวัน หากไม่ต้องการเสียเงินและเวลากับการหาที่จอดรถ ต้องใช้บริการรถโดยสารหรือรถไฟ แต่หากต้องการสูดกลิ่นอายของทะเลต้องเดินทางโดยทางเรือ ห่างออกไปไม่ไกลจากอาคารจอดรถยนต์จะเห็นท่าเทียบเรือโดยสารขนาดใหญ่ ในการสร้างเมืองเวนิสมีปัญหามากทีเดียว เนื่องจากทำเลที่ตั้งเป็นป่าโกงกางที่มีดินอ่อน ครั้งแรกที่สร้างบ้านไม้หรืออิฐก็พอรับน้ำหนักได้ แต่เมื่อเมืองเริ่มโตขึ้นมีการสร้างอาคารโบสถ์วิหารด้วยหินที่มีน้ำหนักมากทำให้เกิดปัญหา ชาวเวนิสได้คิดวิธีตอกเสาเข็มไม้ลงไปในดินจำนวนมากเพื่อรองรับน้ำหนัก ของอาคารหินเหล่านั้น ปรากฏว่าได้ผลเมื่อไม้ฝังอยู่ในดินใต้น้ำไม่มีออกซิเจนทำให้แข็งแรงทนทานอยู่ได้นานนับพันปี และเมื่อเทคโนโลยีการก่อสร้างเจริญขึ้น เวนิสจึงกลายเป็นเมืองใหญ่ลอยอยู่กลางทะเลอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เอาหล่ะได้เวลาขึ้นเรือแล้ว เราไปดูวิวสองข้างทางบนเรือกันต่อ

page6

ดีนะคนไม่เยอะ ไม่เบียดได้ยืนถ่ายรูปสบายๆ ไม่มีใครบัง อิอิ

ที่เรากำลังเห็นอยู่นี่คือคลองที่มีชื่อว่า “Canale della Giudecca”

 แรกทีเดียวชาวเวนิสสร้างบ้านเรือนรอบบริเวณคลองใหญ่ (Canale Grande) ซึ่งเป็นคลองสายหลักของเวนิส คลองสายนี้ยาว 3.5 กิโลเมตร กว้าง 30-70 เมตร ลึก 5 เมตร มีคลองเล็กๆ เชื่อมกับคลองสายหลักนี้กว่า 150 คลอง มีสะพานมากกว่า 400 แห่งเชื่อมอาคารร้านรวงต่างๆ ที่ตั้งอยู่บนเกาะแก่งน้อยใหญ่เข้าด้วยกัน จึงทำให้ดูเหมือนตั้งอยู่บนเกาะเดียวกันเมื่อมองจากมุมสูง บนเกาะมีทางเดินแคบๆ เหมือนตรอกซอกซอยให้ผู้คนได้เดินไปมาหาสู่กันได้แต่ไม่มีถนนให้รถยนต์วิ่ง กล่าวกันว่ารถยนต์ขายที่เวนิสแทบไม่ได้เพราะเมืองแห่งนี้ไม่มีถนนสำหรับรถยนต์ การเดินทางสามารถทำได้สองทางคือโดยทางเรือและการเดินเท้า มีเรือยนต์ประจำทางบริการหลายสายอัตราค่าโดยสารคนละ 6.5 ยูโรในกำหนดเวลา 1 ชั่วโมง หรือเรือแท็กซี่ที่สามารถเช่าเหมาลำไปได้ทุกที่ที่ต้องการ ส่วนเรือกอนโดลา (Gondola) สัญลักษณ์ประจำเมือง (คล้ายเรือแจวแต่ที่หัวมีซี่หกซี่และท้ายที่โค้งงอ) มีไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่งกินลมชมวิวแต่สนราคาค่อนข้างแพง เราเคยถามราคาน่าจะประมาณ 60-80 ยูโรต่อเที่ยว (เฮอะๆ สวยแต่แพงเนอะ) ลืมถามไปว่าเที่ยวนึงกี่นาที

page7

กรุณาอย่าถามดิฉันนะคะว่า นั่นอะไร โน่นชื่ออะไร ….ไม่รู้ค่า ดิฉันไม่ใช่ไกด์

รู้อยู่อย่างเดียวว่าสวย เอ้าถ่ายรูปๆ  แค่โคลงๆ อยู่บนเรือก็ถ่ายรูปลำบากแล้วนะ

เอาเป็นว่าถ้ารู้จะบอกชื่อให้เป็นสถานที่ไปละกันเนอะ

page8

หลังจากออกเดินมาสักพักใหญ่ๆ เราก็มองเห็นสถานีที่เราจะลงกันแล้วนะคะ

แนะนำให้ใส่รองเท้าที่ใส่สบายที่สุดมานะ เดี๋ยวจะหาว่าเราไม่เตือน…เอาส้นสูงเก็บไว้ที่บ้านก่อน

รู้สึกว่าจะชื่อว่าสถานี  S. Zaccaria มีเรือเกือบทุกสายผ่านที่นี่

ใครมีเวลาจะนั่งเรือชมรอบๆ เมืองก่อนค่อยเดินชมในตัวเมือง ก็ได้นะเค้ามีเรือบริการเยอะ

page9

ได้เวลาเดินออกกำลังกันแล้ว พอลงจากเรือ ก็เห็นแผงขายของกันเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นแผงขายภาพของศิลปิน บ้างก็กำลังวาดภาพเหมือนให้ลูกค้าอยู่

ที่เห็นจนชินตา คงเป็นแผงขายหน้ากากแฟนซีแบบนี้ จนติดตาแล้ว

ถ้าเห็นหน้ากากแบบนี้ก็จะนึกถึง เมืองเวนิสทันทีเลยว่ามั๊ย

อย่าเพิ่งรีบซื้อ ยังมีอีกหลายร้านเดินดูก่อนเทียบราคาไว้ ค่อยซื้อก็ได้

page10

โชคร้ายสุดๆ วันที่ไปเค้ากำลังปรับปรุงสถานที่สำคัญๆ หลายจุดรูปที่ได้เลยไม่สมบรูณ์

ถ่ายได้ผ้าใบพลาสติกบ้าง นั่งร้านบ้าง อย่าว่ากันนะคะ มันสุดวิสัยจริงๆ

ภาพ Ponte dei Sospiri กำลังซ่อมบำรุงอยู่  ภาพที่ได้อย่างที่เห็นอะคะ

จัตุรัสและอาสนวิหารซานมาร์โก

 จัตุรัสซานมาร์โก ( Piazza San Marco) ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ไม่เพียงเป็นศูนย์รวมของงานสถาปัตยกรรม ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือนเวนิส จัตุรัสนี้มีลักษณะเป็นตัวแอลกลับด้าน ยาว 175 เมตร กว้าง 160 เมตร มีอาคารล้อมรอบสามด้าน เต็มไปด้วยฝูงนกพิราบ ร้านกาแฟ และร้านค้าต่างๆ ตรง ทางเข้าที่ติดกับคลองใหญ่มีเสาคอลัมน์ใหญ่สองต้นเป็นเหมือนกับประตูบ้านที่เปิดเข้าสู่จัตุรัสแห่งนี้ ต้นแรกมีรูปสิงโตมีปีกเท้าข้างขวาเหยียบพระคัมภีร์ สัญลักษณ์ของนักบุญมาร์โกผู้นิพนธ์พระวรสารและองค์อุปถัมภ์ของเมืองปัจจุบัน ต้นที่สองมีรูปนักบุญเทโอโดโร เหยียบจรเข้ องค์อุปถัมภ์ของเมืองในอดีต

page11

 เดินต่อไปยัง  Palazzo Ducale  ชมหอระฆัง Libreria Marciana  เดินไปอีกหน่อยเป็น Piazza San Marco ซึ่งในจุตรัสนี้ประกอบไปด้วย Basilica di S. Marco, Procuratie Vecchie, Museo Civico Corrér และ Procuratie Nuove  บางสถานที่สามารถซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ด้านในได้  สามารถไปดูรายละเอียดราคาและเวลาเปิดปิด ได้ที่ www.museiciviciveneziani.it และสามารถเข้าชมได้อีกที่ คือที่ Basilica di San Marco  ยังสามารถขึ้นไปชมที่หอระฆังได้ด้วยนะคะ แต่น่าจะเสียค่าเข้าชม เข้าไปดูที่เว็ปเดียวกันได้เลย ที่เล่ามาทั้งหมดเรายังไม่ได้เข้าไปดูข้างในเลย เพราะมีเวลาน้อย เดินดูแต่ข้างนอกก็พอแล้วจะได้มีเวลาชมที่อื่นๆ ด้วย ว่าแล้วกางแผนที่เลย เลือกเส้นทางได้แล้ว ก็เดินตามมา

 ตรงปลายสุดของจัตุรัสคือ อาสนวิหารซานมาร์โก (Basilica di San Marco) ตั้งตระหง่านรอคอยผู้มาค้นหาสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 11 แทนหลังเดิมที่ถูกเพลิงไม้ โครงสร้างเป็นรูปกางเขนแบบกรีกที่มีสี่ด้านท่ากัน หลังคามี 5 โดม โดมกลางใหญ่ที่สุด พื้นที่ ตารางเมตร พื้นตกแต่งด้วยหินอ่อนลวดลายต่างๆรวมพื้นที่ 2,200 ตารางเมตร บริเวณพระแท่นมีพระรูปพระเยซูเจ้า ประดับส่วนใหญ่ตกแต่งด้วยโมเสก ศิลปะไบเซนไทน์ที่สวยงามมาก เพดานและผนังภายในเป็นโมเสกสีทองเหลืองอร่ามมีเนื้อที่ประดับกว่า4,000 ด้วยอัญมณีล้ำค่าจำนวน 2,486 เม็ด แยกเป็นไข่มุก 1,300 , โกเมน 400,บุษราคัม 300 มรกต 300 ทับทิม 15 พลอยสีม่วง 90 และอื่นๆอีก ใต้พระแท่นบรรจุร่างของนักบุญมาร์โก องค์อุปถัมภ์ของเมือง ด้านหน้าเหนือพระแท่นมีรูปสลักหินอ่อนอัครสาวกทั้งสิบสอง คั่นกลางด้วย ไม้กางเขนแบบกรีก ชั้นสองเป็นพิพิธภัณฑ์มีม้าสัมฤทธิ์เคลือบทองสี่ตัวที่นำมาจากรุงคอนสแตนติโนเปิล หลังสงครามครูเสดครั้งสุดท้ายปี ค.ศ. 1204

 

page12

 เดิมทีเดียวอาสนวิหารซานมาร์โก เป็นวัดน้อยส่วนตัวของเจ้าผู้ครองนครแคว้นเวเนโต สร้างในปี ค.ศ. 829 เพื่อเก็บร่างของนักบุญมาร์โก ที่นำมาจากเมืองอเล็กซานเดรีย สถาปัตยกรรมในเวนิสส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะแบบโกธิกในศตวรรษที่ 13 และสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในศตวรรษที่ 15มีสมัยบาร็อค ( Baroque ) บ้าง แต่เมื่อแรกสร้างเมืองนั้นเป็นยุคที่ศิลปะไบเซนไทน์แพร่หลายชาวเวนิสจึงนำมาประยุกต์ดัดแปลงก่อสร้าง อาสนวิหารซานมาร์โกเป็นตัวอย่างของศิลปะไบเซนไทน์ที่สวยงามที่สุด เป็นการผสมผสานที่ลงตัวของศิลปะที่หลากหลาย คือโมเสกแบบไบเซนไทน์ ยอดแหลมแบบโกธิค ความโค้งมนของเส้นกรอบประตูแบบโรมัน และโดมแบบอิสลาม

 สิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่นอยู่กลางจัตุรัสคือหอระฆัง หอนี้สูง 98.6 เมตร สร้างขึ้นแทนหอเดิมที่ล้มลงในปี ค.ศ. 1902 สร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดเสกในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1912 โอกาสฉลองนักบุญมาร์โก ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดและเป็นจุดชมวิวของเมืองเวนิส จุดเด่นอีกอย่างของจัตุรัสคือหอนาฬิกา สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1496 บนยอดมีเครื่องกลรูปแขกมัวร์ทำจากสำริดทำหน้าที่คอยตีบอกเวลา

page13

เรือกอนโดลา (Gondola) สัญลักษณ์ประจำเมืองเวนิส

page14

เรียกได้ว่าพาการเดินเที่ยวตามตรอก กันเลยทีเดียว

มีถนนเล็กๆ สลับกับคลอง ต้องเดินดูชื่อถนนในแผนทีให้ดี ไม่งั้นหลงไปไหนไม่รู้ด้วยนะ

มีร้านขายของมากมาย แวะเข้าไปชมได้เลย ต้องทำใจด้วยนะ ว่าราคาอาจจะแพงนิดนึง

คุณสามีชอบ Ferrari ค่า มีหนังสือ ของสะสมเยอะแยะ ในตู้โชว์ ว่างๆ จะเอามาลงให้เพื่อนๆ ได้ดู

page15

เดินมาจนถึงสะพาน Rialto แห่ง Grand Canale

ข้างบนสะพานมีร้านขายของด้วย  ใครก็จะมาถ่ายรูปที่นี่กัน รวมทั้งเราด้วย

น่าเสียดายที่ไม่ได้มาช่วงฤดูท่องเที่ยว ที่เค้าจะทาสีบ้านใหม่กันสีสันน่าจะสดใสกว่านี้

page16

บรรยากาศในเมืองดู สงบเงียบ โรแมนติกนิดๆ

ถ้าฟ้าเปิด หรือมีแดด สีน้ำทะเลน่าจะสวยกว่านี้เนอะ

page17

เดินข้ามสะพานมาอีกฟาก จะมีตลาดสดด้วยนะ น่าจะขายให้กับคนที่อาศัยอยู่ที่นี่

page18

เดินชมเมืองมาจนบ่ายโมงกว่าๆ แล้ว ชักจะหิวแล้วแหล่ะ หาอะไรทานก่อน

ระหว่างทางสำรวจร้านอาหารที่น่าสนใจไว้ด้วยละกัน

ถ้าไม่อยากทานที่ร้านอาหารเค้ามีร้านขายแซนวิส ที่เราสามารถซื้อเดินทานได้

แต่วันนี้เดินมาทั้งเช้าแล้วพักขาสักหน่อย นั่งในร้านอาหารดีกว่า ร้านนี้ราคาพอรับได้ ไม่แพงเว่อร์

page19

พอเติมอาหารเข้าท้องแล้ว ขาเริ่มทำงานต่อ จนมาเจอโบสถ์นี้เข้า

เข้าไปดู บรรยากาศก็ไม่เลวนะ แต่จริงๆ แล้วเค้ามีป้ายห้ามถ่ายรูป

เราเพิ่งมาเห็นตอนถ่ายรูปเสร็จไปแล้ว (เป็นข้ออ้างรึป่าวหว่า)

page20

ไม่ได้มีแต่ร้านที่ขายของโบราณๆ นะ มีร้านขายของโมเดิลด้วย

เหอๆ ใครชอบของแปลกจะซื้อไปเราก็ไม่ว่านะ

ดูนาฬิกา บ่าย 3 โมงกว่าๆ แล้ว ช่วงฤดูหนาวอย่างนี้ค่ำเร็วด้วยนะ

ว่าแล้วก็เดินเที่ยวกันต่อไป

page21

หลังจากดูเวลาแล้วเราต้องเดินไปท่าเรือเพื่อเตรียมตัวกลับไปใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ

เดินเที่ยวแถวๆ สถานีรถไฟ กันดีกว่าเพื่อความแน่นอนไม่พลาดรถไฟของเรา

page22

ระหว่างกว่าจะถึงท่าเรือที่เราหมายตาไว้ว่าจะใช้บริการที่นั่น แวะหากาแฟดื่มซะหน่อย

พอดีเห็นบาร์กาแฟที่ผ้าปูโต๊ะสีฟ้านั่นแหล่ะ จะได้พักขากันด้วยเนอะ

page23

ภาพบรรยากาศยามเย็น  ยังไม่ค่ำเลยนะ แค่ประมาณ 5-6 โมงเย็นเอง มืดซะละ

แต่ก็มีนักเที่ยวที่มาเพื่อดูบรรยากาศเมืองเวนิสยามค่ำคืนด้วยนะ  สวยไปอีกแบบนึง

ถ่ายรูปยากมาก….กล้องเราไม่ได้ไฮโซขนาดถ่ายออกมาดีหมดเนอะ

แถมอยู่บนเรือโคลงๆ ตลอดเวลาด้วย เฮ้อ โชคดีที่ได้รูปพอดูได้มาก จากการที่ถ่ายเป็นสิบๆ รูป

page24

เรือจะผ่านเส้นทางบางส่วนเหมือนช่วงเช่าที่เราเห็นไปแล้ว ตอนนี้มีภาพตอนค่ำมาฝาก

พอที่จะคุ้นๆ กันมั๊ยว่าเราผ่านมาแล้วที่นี้ ฮะฮะ แต่เราไม่ได้กลับทางเดิมตอนเช้านะ

เราจะผ่านในเมืองเลยเพื่อดูวิว สองฟากของเมืองเวนิสยามค่ำกัน

เรือจะมาจอดส่งเราที่ท่าเรือเมื่อตอนเช้าที่เราขึ้นนั่นแหล่ะ

page25

มาถึงก่อนเวลารถไฟออก ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ฉะนั้นมีเวลาเดินเที่ยวอีกหน่อย

หาข้าวเย็นทานกันเลยกว่า เพราะถ้าไปทานที่โรงแรมมันจะดึกเกินไป

มาเจอร้านนี้เมนูน่าทานดี เป็นเมนูอาหารทะเล เลยสั่งไวน์ขาวมาดื่มกันด้วย

บรรยากาศในร้านใช้ได้เลยทีเดียวเป็นร้านเล็กๆ มีไม่กี่โต๊ะเอง อาหารอร่อยใช้ได้เลย

ราคาไม่แพงนะ ถ้าเทียบกับทานอาหารทะเลแบบนี้ที่เมืองฟลอเรนซ์ราคาน่าจะแพงกว่านี้

ทานเสร็จได้เวลากลับโรงแรมกันแล้ว เราก็เสร็จสิ้นภาระกิจเดินเที่ยวเวนิสกันแล้วนะคะ

เหนื่อยกันบ้างรึป่าวน้อ คราวหน้าจะพาเที่ยวบ้านเกิดของพ่อสามีละกันนะ

อดใจไว้ ไปเที่ยวกันอีกนะคะ …วันนี้กลับไปนอนกันได้แล้ว ปวดขามากค่า

เมืองเวนิส (Venezia) ultima modifica: 2013-03-05T22:48:51+02:00 da jaksopi

Lascia un commento

Il tuo indirizzo email non sarà pubblicato. I campi obbligatori sono contrassegnati *